มิตรภาพบนหลังอาน

20.4.14

บ่ายวันนั้น ก่อนจากออกมาจากร้าน Rit Bicycle พี่ธานินทร์ทักว่าปั่นรถพับลมยางอ่อนมาตลอดเลยหรอ ผมก็บอกไปว่ายางมันรั่ว เพิ่งจะสูบไป แต่ก็ไม่ได้แน่นมาก กะมาสูบเพิ่มที่นี่ แต่พอลองไปจับดูพบว่ามันรั่วออกไปเยอะมาก ทำให้แน่ใจว่ามันรั่วอีกแล้ว ลุงที่ร้านเป็นธุระช่วยลงมือปะให้ชั่วคราวซ้ำอีกครั้ง ผมกะว่ากลับไปรอบนี้จะเปลี่ยนยางในเส้นนี้ออก เพราะปะมาหลายรอบเหลือเกิน หลังจากที่เคยรั่วมาตั้งแต่เมื่อสองเดือนก่อนกลางสะพานข้ามแยกรามคำแหง

ผมปั่นกลับจากที่ร้านตอนช่วงบ่าย เพราะต้องรีบกลับไปที่ออฟฟิซตอนเย็นนี้ อากาศร้อนอบอ้าวจนต้องแวบหลบขึ้นตามทางเท้าที่มีร่มไม้อยู่บ้างไปเรื่อย ขากลับมักจะเร็วกว่าขาไปเสมอ ไม่นานผมก็เลยมาจนถึงหน้ากรมทหารราบที่ 11 เจ้ายางล้อหลังก็ออกอาการหมดลมอีกครั้ง ผมแวะจอดเพื่อดูอาการ คิดว่าเป็นรอยแผลเดิม แต่ว่าไม่ใช่ รอยเดิมยังคงเรียบร้อยดี แต่กลับมีแผลฉีกขาดใหม่เยื้องมาทางด้านในยาง (ปกติถ้าโดนเศษวัสดุทิ่ม จะเป็นแผลอยู่รอบนอก) คาดว่าคงมาจากที่ยางเริ่มเก่า และเสื่อมสภาพจากความร้อนของวันนี้ ผมลงมือปะยางอีกครั้ง ในถุงอุปกรณ์เหลือแผ่นปะยางอีกสองเส้น หลังจากที่ปะเสร็จรอบแรก ลองทดสอบเอาน้ำหยด พบว่ามีซึมๆมานิดหน่อยจากที่ลอกแผ่นพลาสติกออกเร็วไป คิดว่ายังพอใช้ไปได้ แต่พอจะสูบลมเข้ากลับไม่มีแรงดันขึ้นเลยต้องแกะมาปะใหม่

ระหว่างที่กำลังปะรอบสอง ก็มีชายคนหนึ่งปั่นหมอบผ่านมาเห็นรถเรามีปัญหาอยู่ จึงแวะเข้ามาช่วย ผมกะว่าปะรอบนี้เสร็จคงเรียบร้อยดี และได้เพื่อนร่วมทางไปด้วย เค้าเล่าให้ฟังว่าปั่นไปงานตลาดนัดจักรยานมาเมื่อช่วงเช้า และกำลังจะปั่นไปออกกำลังกายแถวรามคำแหง (นี่พี่ยังปั่นไม่พออีกหรอ) เค้าบอกว่าเคยปะยางอยู่คนเดียวแล้วรู้สึกเฟลมาก พอเจอคนมีปัญหาก็เลยอยากแวะเข้ามาช่วน เมื่อปะเสร็จ เอายางใส่กลับเข้าไปและสูบ พอเริ่มเต่งๆ ก็มีเสียงฟี้ดังชัดเจนออกมาจากล้อ จนต้องถอดออกมาอีกรอบ พบว่าแผ่นยางปะบวมออกมา และมีรอยซึม ระหว่างที่กำลังคิดจะแก้ไข ผิวยางปะก็ฉีกขาดออกและลมก็ทะลักออกมาจนหมด

พี่ตั้มคนปั่นหมอบก็ให้ผมยืมแผ่นปะยางมาอีกอันหนึ่ง (เค้าก็พกมาสองอัน) ก็พยายามมานั่งปะกันใหม่เป็นรอบที่สาม ลอกอันเก่าออกพร้อมกับใช้กระดาษขัดผิวยางอีกครั้ง ระหว่างที่ปะก็มีเพื่อนพูดคุยไปด้วย เมื่อปะเสร็จใส่ลมดู เห็นว่าเรียบร้อยดีก็เอาเข้าล้อแล้วปั๊มลม อาการเดิมก็มาอีกครั้ง เมื่อแกะออกมาดูพบว่ายางแผ่นเล็กนั้นขยายตัวออก และเกิดรอยรั่วออกมาชัดเจน เป็นอันว่าแผ่นปะเล็กนั้นเอาไม่อยู่ ผมจึงขอยางปะอีกแผ่นมาลองอีกครั้ง ซึ่งพี่ตั้มก็ใจดีให้มาอีกแผ่น คราวนี้เราเลยคิดกันว่าน่าจะสูบลมเข้าไปก่อน ในพอพองๆหน่อย แล้วค่อยปะตาม แผ่นปะจะได้ไม่ต้องขยายตัวมาก เราจึงเอานิ้วอุดรอยรั่วไว้ และทากาว เติมลม เตรียมพร้อมที่จะแปะแผ่นปะยางทับรอยรั่วทันที

เรานับ 1.. 2.. 3.. ฟู่!!!

ทันทีที่ปล่อยนิ้วออก ลมก็ทะลักออกมาอย่างรุนแรงและฉีกแผลขยายกว้างออกทันที

เป็นอันว่าเราไม่สามารถปะยางในได้อีกต่อไป

ผมยอมจำนนต่อการซ่อมครั้งนี้ จัดแจงพับจักรยาน พร้อมกล่าวขอบคุณพี่ตั้มที่แวะมาช่วยปะยางพร้อมให้แผ่นปะยางมายืมจนหมด (หวังว่าพี่เค้าคงไม่ไปรั่วข้างหน้านะ) แท๊กซี่คันแรกมาก็โชคดีที่ยอมไปพร้อมรถพับได้เลย ผมปรับเบาะที่นั่งข้างคนขับขึ้นไป และยกจักรยานมาวางไว้ที่วางเท้าหลังเบาะที่ปรับขึ้นไป ก่อนที่จะเดินทางกลับมาถึงออฟฟิซได้ด้วยดี

ออกไปรู้จักกับเฟรมทัวร์ริ่งแบรนด์ไทยแท้ “ฤ”

20.4.14

วันนี้เป็นวันที่อากาศร้อนที่สุดวันหนึ่ง ผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้เจ็ดโมงเช้า แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะตื่นได้ในเวลานั้น แปดโมงครึ่ง พารถพับปั่นออกจากหอ มุ่งหน้าไปตามเส้นพหลโยธินตามหาร้านจักรยาน Bike&Travel บริษัททำทัวร์ จักรยานทางไกล เจ้าแรกๆของประเทศไทย และยังเป็นผู้ผลิตเฟรมจักรยานทัวร์ริ่งในนามของ Rit ที่ทำมาเพื่อการปั่นทางไกลโดยเฉพาะ

ตอนนี้ผมมีจักรยานที่ปั่นใช้งานในเมืองอยู่แล้วสองคัน คือ เจ้าเทา จักรยานซิตี้ไบค์คันแรก ที่ไปตามหามาได้จากเซียงกง ทาเคะ รถพับมือหนึ่งคันแรกที่ซื้อมาต้อนรับเงินเดือนๆแรก (คนอื่นเข้าดาวน์รถ เราซื้อจักรยาน) ก็ใช้มาครึ่งปีได้ แล้ว มีงอแงบ้าง แต่ก็พากันขึ้นเหนือล่องใต้ไปไม่น้อยหน้าคันเดิมเลย

จักรยานคันที่อยากได้จริงๆตอนนี้คือ จักรยานที่สามารถจะไปกับเราได้ทุกๆเส้นทาง สัมผัสประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างจากการตะลอนไปมาในเมืองหลวง จักรยานที่จะอยู่กับเราไปได้อีกนานๆ ผมเริ่มต้นจากเฟรมโครโมลี่ เป็นวัสดุ หลักชนิดหนึ่งที่ใช้ทำเฟรมจักรยาน พัฒนามาจากเฟรมเหล็กสมัยก่อน มีการผสมโครเมียม และโมลิบินั่ม ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพของเนื้อโลหะมากขึ้น จนสามารถรีดท่อได้เล็กและบางมากขึ้น ส่งผลให้น้ำหนักของรถเบาลง และมีความ
ทนทานมากขึ้นอีก ผมติดใจเฟรมชนิดนี้ตอนที่ได้จักรยานคันที่สอง เป็นหมอบมือสองสัญชาติญี่ปุ่น สไตล์รถปั่นทางไกลเช่นกัน เมื่อลองปั่นแล้ว มันจะช่วยให้รถไหลไปได้ไกลขึ้นเมื่อไม่ได้ออกแรงปั่น และยังดูดซับแรงกระแทกได้ดีกว่า เฟรมอะลูมิเนียม จนได้รับคุณสมบัติติดตัวว่า “นุ่มและไหล” (เหมือนไม้กายสิทธิ์ในเรื่องแฮร์รี่เลย)

ทีแรกผมเล็งเฟรมชื่อดังอย่าง Surly เอาไว้ ด้วยลักษณะที่เป็นทรงอนุรักษ์นิยมที่ท่อนอนจะตรงขนานกับพื้น และยังเป็นเฟรมที่ได้รับความนิยมสูงมากในวงการทัวร์ริ่ง และราคาก็พอสู้ได้ เมื่อเทียบกับเฟรมทัวร์ริ่งยี่ห้ออื่น จนกระทั่งมา ได้ยินชื่อของ Rit

จริงๆแล้วผมเคยเห็นแบรนด์นี้ผ่านตาในงาน A Day Bike Fest เมื่อปลายปีก่อน แต่ว่าจักรยานทัวร์ริ่งในตอนนั้นยังไม่ได้เป็นเป้าหมายของเราตรงๆ ก็เลยไม่สนใจอะไรมาก ไปเจออีกครั้งช่วงที่กลับไปสงขลา แล้วไปปั่นกับทริปของคน ที่นั่น เจอคนใช้เฟรม Rit หลายคันจนสะดุดตาเลย ส่วนใหญ่ก็ดูจะเป็นผู้ใหญ่ที่เน้นใช้ปั่นสบายๆออกทางไกลร่วมก๊วนกับเพื่อนฝูงในวัยเดียวกัน ทำให้แอบเก็บเอาความสงสัยถึงเรื่องราวของเฟรมตัวนี้มาเก็บไว้ว่าอะไรที่ทำให้ผู้ใช้กลุ่ม หนึ่งเลือกใช้เฟรมตัวนี้

วันหนึ่งผมเปิดไปเจอเรื่องราวของเขาผ่านรายการที่มาสัมภาษณ์เรื่องแนวคิดการเปิดธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) ซึ่งทำให้ทราบเรื่องราวความเป็นมา และประสบการณ์ของพี่ธานินทร์ ชายผู้สร้างแบรนด์นี้ เกือบสิบปีที่เขารับพานักท่องเที่ยวออกปั่นจักรยานไปตามเส้นทางต่างๆทั่วประเทศ ทดลองขับขี่จักรยานต่างๆมาแล้วมากมายด้วยตัวเอง จนเมื่อจังหวะและโอกาสเข้ามา จึงเลือกที่จะลองผลิตเฟรมของตัวเองขึ้นมา ผมจึงติดตามความคืบหน้าของเฟรมรุ่นที่สามที่จะเข้ามาที่ร้านปลายเดือนพ.ค.นี้ ลายภูเขาฟูจิ (Fujisan) และ Siam87 ที่มากับเฟรมตัวนี้บอกถึงเป้าหมายของเขาที่จะออกเดินทางอีกครั้ง ผมจึงแวะไปที่ร้านของเขา เพื่อลองความรู้สึกเมื่อใช้จักรยานแบรนด์นี้ด้วยตัวเอง

ผมวิ่งเส้นไปตามถนนพหลโยธินไล่ตามหาพหลโยธิน ซอย 68 เหมือนจะใกล้เมื่อถนนฝั่งขาออก ปรากฎซอยที่ขึ้นต้นด้วยหลักหกแต่เนิ่นๆ แต่ทว่า ฝั่งถนนขาเข้าที่เป็นที่อยู่ของซอยเลขคู่นั้น กลับยังคงเป็นสถานที่ราชการวางเรียงติดต่อกัน ส่วนมากเป็นสถานทีราชการที่เกี่ยวข้องกับราชการทหาร แม้ว่าจะพอจะทราบระยะทางจากที่ศึกษาในแผนที่ google แล้ว แต่ก็อดมิวายคิดเข้าข้างตัวเองว่ามันอาจจะใกล้กว่าที่เราคิดก็ได้ แต่แผนที่ไม่ผิด จักรยานคันน้อยพาผมมาจนถึงเขตสายไหม ใกล้ที่จะออกจากพื้นที่ของกทม.เต็มที เมื่อปรากฏซอยพหลโยธิน 64 พร้อมกับทางกลับรถใต้สะพานข้ามแยก ผมจึงตัดสินใจกลับรถเพื่อปั่นย้อนไปบนทางเท้าหน่อย แต่มันไม่หน่อยอย่างที่คิดไว้ เมื่อปากทาง เข้าซอย 68 มีตลาดวางตัวอยู่ จนต้องค่อยๆเดินลัดเลาะผู้คนไปจนถึงซอย 68

ซอย 68 ไม่ใช่เป็นซอยเล็กๆ อย่างที่คิดไว้ (จริงๆ มันเลยมาโดยที่ผมไม่รู้ตัว) ผมมาเจอกับถนนลำลูกกาแทน แผนที่ออนไลน์บนมือถือก็ทำตัวราวกับเป็นภูติที่รู้ใจ หาเส้นทางใหม่ให้ทันที ผมปั่นต่อไปตามเส้นทางนั้น วิ่งผ่านสนามกอล์ฟแห่งหนึ่ง พลางคิดว่าจะมีลูกกอล์ฟลอยมาโดนหัวหรือไม่ ก่อนเลี้ยวซ้ายเข้าถนนหลังสนามกอล์ฟวิ่งไปจนเจอซุ้มรั้ววัดแห่งหนึ่ง ในขณะนั้น ยางหลังก็ออกอาการราวกับนักวิ่งที่หมดแรงเอาดื้อๆ ค่อยๆอ่อนยวบลงอย่างรวดเร็ว จนถึงประตูทางเข้าวัด มันก็แน่นิ่งไป ผมหยิบแผนที่มือถือมาดู พบว่ามันอยู่ห่างไปไม่กี่ร้อยเมตร จึงเดินเข็นไปเรื่อยๆ ไม่ไหวเข้า ก็หยิบสูบลมพกพาออกจากกระเป๋าข้างจักรยานมาเติมลมหน่อย ก่อนจะเข็นไปเรื่อยๆ พ้นรั้ววัดมาหน่อย ผมดูมือถืออีกครั้ง เราเลยจุดเป้าหมายมาแล้ว แต่สิ่งที่ผมพบเจอคือ บึงน้ำขนาดย่อมหลังรั้ววัด และขวามือเป็นป่ารกข้างทาง ภูติกูเกิลดูเหมือนจะหลงทางเสียแล้ว

ผมเปิดเข้าไปยังหน้าเว็บของร้าน ก่อนที่จะโหลดรูปแผนที่ร้านมาเก็บไว้ และเปิดเทียบกับแผนที่กูเกิล พบว่าคำค้นหาชื่อร้าน กำหนดตำแหน่งร้านคลาดเคลื่อนไปราวหนึ่งกิโล ผมจึงเข็นรถไปที่ร้านของชำข้างหน้า ซื้อน้ำแก้ร้อนหนึ่งขวด ก่อนที่จะลงมือถอดล้อหลังออกมา และเริ่มปะยาง โดยมีเด็กน้อยคนนึงที่มากินข้าวกับแม่ คอยแอบชำเลืองมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น อยากจะเข้ามาดู แต่ก็คงโดนแม่ปรามไว้ ผมใช้เวลาราวๆยี่สิบนาทีก็ปะเสร็จเรียบร้อย จุดรั่วมาจากรอยรั่วเดิมที่ดูเหมือนจะโดนความร้อนของอากาศวันนี้จนทำให้ยางปะเสื่อมสภาพไป ผมปั่นต่อไปจนเจอซอกเล็กๆ มีร้านซ่อมมอเตอร์ไซต์และวินตั้งอยู่ เห็นเป็นทางลัดผ่านไปถนนอีกเส้น เลี้ยวขวาขึ้นสะพานข้ามไปเจอหมู่บ้านตามแผนที่ ผมปั่นเข้าไปเรื่อยๆ มองหาซอย 10 ของหมู่บ้าน โชคดีที่เห็นป้ายฟิวเจอร์บอร์ดสีเหลืองขนาดเอสี่ เขียนคำว่า “Rit Bicycle” อยู่ ปั่นตามป้ายไปเรื่อยๆ จนมาหยุดหน้าบ้านหลังหนึ่ง มีรถกระบะแปะตราร้าน พร้อมแร็คบรรทุกจักรยานจอดหน้าบ้าน ยังไม่ทันที่จะเดินไปกดออดหน้าบ้าน หมาสองตัวก็วิ่งออกมาเห่าต้อนรับเสียงดัง เรียกเจ้าของร้านออกมา ทันทีที่เปิดประตูออก ทั้งสองตัวก็วิ่งโผเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว ถ้าหากเป็นเมื่อตอนเด็กๆผมคงไม่ขอให้เค้าเปิดประตูนั่นแน่ๆ

พี่ธานินทร์เป็นชายผิวคล้ำร่างสันทัดในวัยราวสี่สิบ ผมทรงสกินเฮดสั้นดวงตาฉายแววเป็นมิตร ดูกระฉับกระเฉง มาพร้อมกับชายแก่ผมขาวแต่ท่าทางดูแข็งแรงดีอีกท่านหนึ่ง สอบถามผมคร่าวๆถึงที่มาที่ไป ออกจะทึ่งเล็กๆที่เห็นผมปั่นรถพับคันนี้มาไกลจากสาทร (แต่ก็บอกว่ามีอีกท่านปั่นบรอมตั้นมาจากพระรามสองด้วย) เขาบอกว่าเมื่อสายเพิ่งจะมีลูกค้าอีกคนมารับรถที่สั่งประกอบไว้ไป สนนราคาไม่ถึงห้าหมื่นบาท ผมเอ่ยปากมาขอลองปั่นจักรยานของที่ร้านดู
พี่ธานินทร์ถามว่าเคยปั่นแฮนด์หมอบมั้ย ผมบอกไม่มีปัญหาอะไร เพราะเคยปั่นหมอบสับถังมาคันหนึ่ง ไม่นานจักรยานเฟรม ฤ ในรุ่นที่สองสีเขียวแฮนด์หมอบก็ถูกเข็นออกมา โชคดีที่เฟรมก็ตรงกับขนาดที่เล็งไว้พอดี ชิพเตอร์เป็นแบบปลายแฮนด์หมอบ ซึ่งเป็นที่นิยมของจักรยานทัวร์ริ่งอยู่แล้ว เนื่องจากอยู่ในระยะที่เปลี่ยนเกียร์ได้ง่าย และทนทานกว่าชิพเตอร์แบบมือตบ (ชิพเตอร์ที่อยู่ในร่วมกับมือเบรก)

Image

ผมค่อยๆลองปั่นจากหน้าบ้านไปตามถนนในหมู่บ้าน ความรู้สึกแรกที่รู้สึกเลย คือ มันสบาย เหมือนกับนั่งบนเรือพายที่ไหลตามน้ำไปเรื่อยๆ ตำแหน่งที่นั่งก็ไม่ได้อาจจะไม่ได้ให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยวรวดเร็วเหมือนกับตอนที่เคยลองหมอบคันเก่า แต่คันนี้ก็ยังให้ความรู้สึกแบบที่เฟรมอลูมิเนียมหรือคาร์บอนให้ไม่ได้อยู่ดี ผมปั่นวนไปมาในหมู่บ้านรอบนึง ก่อนที่จะแวะกลับมาที่ร้าน และขอลองเอากระเป๋าทัวร์ริ่งพร้อมสัมภาระไปติดดูเพื่อลองปั่นตอนที่มีของเยอะๆ พี่ธานินทร์หยิบกระเป๋าคู่หนึ่งที่เพิ่งถอยออกจากรถเมื่อวานมา สัมภาระทั้งหมดเดินทางไปเนปาลยังคงนอนนิ่งอยู่ในนั้น ผมลองปั่นออกไปอีกรอบนึง แวะไปขึ้นสะพานหน้าหมู่บ้านด้วย แทบจะรู้สึกเหมือนไม่ได้มีอะไรติดมาด้วย (คงต้องไปลองไต่เขาดู แล้วจะรู้ว่ามันมีมาจริงๆ) หลังจากที่วนไปมาจนพอใจแล้ว ก็กลับมาพูดคุยกับพี่ธานินทร์ที่ร้านถึงวิธีการสั่งซื้อ อุปกรณ์ต่างๆ และฟังเรื่องเล่าของการปั่นที่พี่เค้าไปเจอมา ทำให้รู้ว่าทำไมอะไหล่แต่ละชิ้นถึงต้องใช้ของที่มีคุณภาพในการเผชิญกับเส้นทางที่หฤโหดไม่น้อยทีเดียว บนถนนหินขึ้นเขาที่บางวันเดินทางไปได้เพียง 30 กิโลเท่านั้น แค่นึกภาพตามก็พอจะเข้าใจได้ (ในทางราบทั่วไป จักรยานจะไปได้ไกลเป็นร้อยกิโล) ผมยืมรถออกไปปั่นอีกรอบ พลางนึกฝันในวันที่เราและจักรยานเฟรมนี้พากันไปไกลเท่าที่อยากจะไป เผชิญกับประสบการณ์ที่ไม่มีวันได้เจอจากการเดินทางแบบต่างๆ และเชื่อว่าเราสามารถเดินทางรอบโลกได้ด้วยแรงกายแรงใจของเราเอง

สู่หกนัดสุดท้าย

เที่ยงคืนผ่านไปแล้ว ใจผมยังคงตื่นเต้นอยู่กับข่าวผ่านนกสีฟ้าที่คาบเอาเหตุการณ์ร้อนๆ จากพื้นที่ที่ห่างไกลไปกว่าครึ่งโลก ใครจะเชื่อว่านกพิราบส่งสารยังคงชีวิตอยู่ แต่ในอีกรูปแบบเท่านั้น สิ่งที่นกสีฟ้าพามานั้น ไม่ใช่เพียงแต่ตัวอักษรเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความหวัง ความฝัน ความฮึกเหิม ของเหล่านักรบสีแดงในสนามหญ้าที่คุ้นเคย ปราบคู่แข่งจนแตกพ่ายอย่างที่ไม่มีใครคาดถึง ความหวังที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีของอาณาจักรสีแดงแห่งนี้เป็นภาพชัดขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมากกว่า 5 ปี

ในกองทัพนักรบกลุ่มนี้ มีนักรบที่ยิ่งใหญ่อยู่คนนึง ชายผู้ที่เห็นทั้งความยิ่งใหญ่และความตกต่ำของอาณาจักร นักรบมากมายที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกัน ต่างหลีกหายกันไปหมด เหลือเพียงเขาที่ยังคงหยัดยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มนักรบหน้าใหม่ ที่ไม่ได้มีใครฝากความหวังไว้มากมายนัก ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเมื่อสงครามเริ่มต้น กองทัพกลุ่มนี้จะไล่ปราบศัตรูหลายก็หลายศึก หัวหมู่ทะลวงฟันสองนายที่ทำทัพตะลุยไปยังดินแดนต่าง ๆ อย่างเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ เหล่านักรบรุ่นเยาว์ต่างก็สร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจ

คืนนี้เป็นอีกค่ำคืนที่ความหวังมันเอ่อล้นขึ้นมาจนไม่อาจจะเก็บมันไว้ได้อีกต่อไป กองทัพนักเตะลิเวอร์พูลกำลังมุ่งหน้าสู่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่อย่างมั่นใจ หลังจากเปิดบ้านถล่มยอดทีมแห่งกรุงลอนดอนอย่างสเปอร์สไป 4-0 ซึ่งเมื่อก่อนคริสมาสต์ ชัยชนะที่สุดยอดอีกนัดที่บุกไปถล่มสเปอร์สถึงลอนดอน 0-5 จุดประกายความหวังของทีมหงส์แดงที่จะคว้าตั๋วไปสู้ศึกในแผ่นดินยุโรปอีกครั้ง หลังจากที่ร้างรามานานหลายปี แต่ชัยชนะกับสเปอร์สครั้งนี้ ทำให้ทุกคนต่างมองไปยังจุดหมายที่ไกลกว่าเดิม คือ ถ้วยพรีเมียร์ลีคที่ยังไม่เคยผ่านมายังยอดสโมสรที่เคยเกรียงไกรแห่งนี้เลย

อีกเพียงแค่หกศึกเท่านั้น ที่จะตัดสินสงครามพรีเมียร์ลีคที่ยากจะคาดเดาในปีนี้ สิ่งที่เหล่าเดอะ คอปใฝ่ฝันมากที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่เห็นทีมคว้ารางวัลที่รอคอยมายาวนานกว่า 24 ปีครั้งนี้ แต่เป็นภาพของกัปตันทีมผู้ภักดีอย่างสตีเวน เจอร์ราด ที่มีโอกาสมากมายที่จะเดินออกจากที่แห่งนี้ ไปยังรางวัลมากมายที่คู่ควร หากแต่เขายังอยู่จนวันนี้ บรรดากองเชียร์ต่างติดตามผลงานการเล่นของทีมอย่างใจจดใจจ่อทุกนัด ด้วยรูปแบบการเล่นเกมรุกที่ดุดันกว่าที่เคยเป็นมาในรอบหลายปี กองหน้าระดับโลกอย่างซัวเรสที่จับคู่กับนักเตะชั้นยอดของเกาะอังกฤษอย่างสเตอร์ริจทำประตูมากกว่านักเตะทุกคนในลีคนี้ พร้อมการสนับสนุนของแผงกลางที่ดีวันดีคืน ทำให้ความเชื่อมั่นกลับมาสู่ทีมอีกครั้ง ทุกคนรู้สึกได้ว่า แม้ว่าจะพลาดพลั้งไป แต่จะกู้สถานการณ์กลับมาได้เสมอ

Luis Suarez

จากนี้ทุกคนต่างละทิ้งความกลัว ความกังวลที่ภาพความฝันอาจจะสลายไป แต่ในวันนี้มันชัดเจนจนอยู่ที่ตัวเราเท่านั้น ที่จะทำให้มันเกิดขึ้นได้หรือไม่ อีกเพียงหกนัดที่เราสามารถกุมชะตาตัวเอง เพื่อก้าวไปยังจุดสูงสุดได้ นัดต่อนัดยังเป็นสิ่งที่เราตระหนักเป็นอย่างดี และเราจะค่อยๆเดินก้าวสู่ปาฏิหาริย์ไปทีละนัด

บ้านกรูด 01

Originally posted on เรื่องเล่าจากจักรยาน + ประสบการณ์ที่พบ:

บ้านกรูดไม่ใช่เกาะกรูด คืนก่อนเดินทาง ดูตื่นเต้นมากมายเตรียมจัดกระเป๋าพร้อมจะไปเล่นน้ำเต็มที่ เราสองคนไม่ได้ปั่นทางไกลกันนานมาก ดีใจที่จะได้ออกปั่นทางไกลอีกครั้ง เราตั้งโทรศัพท์ปลุกไว้ตอนเจ็ดโมง เช้าจังแนนบอกว่ารถออกตั้งสิบเอ็ดโมงครึ่งนะ แต่แจนบอกว่ากว่าเราจะออกจากบ้านกันก็แปดโมงแล้วนะ นั่นสิ เอาเข้าจริงเราออกตั้งเก้าโมงแหนะ มัวแต่กินสปาเก็ตตี้ที่บิ๊กทำมาฝากเป็นอาหารเช้าก่อนเดินทาง เติมไปตั้งสองครั้งเพราะกลัวว่ากว่าจะไปถึงจะหิวแล้วทรมาน

พร้อมแล้วนะ โบกมือลาอี๊แล้วออกปั่น แค่ออกจากบ้านก็ต้องมาเลือกเส้นทางกันใหม่แล้วว่าจะปั่นไปทางไหนดี เพราะสำภาระที่ขนไปกับจักรยานพับล้อเล็กๆ มันโหดร้ายมากถ้าจะต้องแบกขึ้นสะพาน หรือ ปั่นข้ามปิ่นเกล้า แจนเสนอให้ข้ามสะพานพุทธแล้วไปทางศิริราช แต่เมื่อให้แนนนำทาง กระเป๋าพ่วงข้างมันไม่สามารถไปทางที่เราเคยมุดๆ กันได้ เวลานี้แจนอาสาปั่นคันที่บรรทุกสัมภาระให้จากนี้ไปเราจะเรียกว่าเจ้าเต่า ส่วนอีกคันจะเรียกว่าเจ้ากระต่าย ทางที่เราใช้ทริปนี้ก็เลยเป็นสายหลักของถนนเยาวราช ข้ามสะพานพระปกเกล้า ผ่านวงเวียนใหญ่ ตรงไปเท่านั้นแจนก็เริ่มแรงหมด แนนก็เลยสลับเต่ากับกระต่าย จากนั้นก็ใช้เส้นทางไปออกจรัญ 13 สะพานข้ามคลองเยอะจริงเยอะจังกว่าจะผ่านมาถึง the circle แล้วมุ่งหน้าสู่สายใต้ใหม่ ดูเหมือนจะไกลและนานกว่าวันที่ปั่นมาซื้อตั๋วหรือเพราะมีสำภาระพ่วงข้างมาด้วยเลยใช้เวลามากพอสมควร ชั่วโมงครึ่งได้นะ เรามาก่อนเวลาขึ้นรถชั่วโมงหนึ่งพอดี

แจนกลัวว่าจะหิวก่อนที่จะถึงก็เลยไปตุนสะเบียงให้ ส่วนแนนกลัวเมารถและเข้าห้องน้ำระหว่างทางมากมายเลยไม่ค่อยจะกล้ากินอะไรมากเกินไป แต่แจนซื้อมาเผื่อให้แล้ว ทั้งแซนวิสแฮม และ ซาลาเปาไส้หมูแดง มีเค้กช็อกหน้านิ่มอีกด้วย ตามหาทางขึ้นรถว่าต้องเข้าทางไหนเพราะเรามีตั๋วแล้วคงไม่ต้องไปขึ้นข้างบนอีกนะ ทำไมเงียบๆละ แนนยังคงมั่นใจว่ารถเบอร์หกสิบหกคือชานชลาที่หกสิบหก มองมุ่งหน้าไปไม่มีรถจอดสักคัน แจนบอกว่าเอาตั๋วมาดูอีกครั้งสิเขาเขียนว่าอะไรชานชลาที่ห้า ได้เวลาย้อส่วนจักรยานเพื่อจะขนขึ้นรถ สะดวกมากพับกันแป๊บเดียวก็เสร็จเรียบร้อยเตรียมจะขนขึ้นรถทัวร์ แล้วก็ได้ยินเสียงบอกว่าไม่ใช่คันนี้นะ อีกคันถัดไป แจนผู้ทรงพลังก็เลยหิ้วจักรยานสองคันกันไปขึ้นอีกคัน ส่วนแนนค่อยๆขนสัมภาระตามเดินตามไป

โอ้…เห็นแล้วแทบอยากปีนขึ้นไปจัดที่วางใหม่ มันกว้างมากจะทำไมถึงเอาจักรยานที่พับคันเล็กๆสองคันไปซ้อนทับกัน น้ำตาไหลแน่ถ้าเป็นคันใหม่แล้วสีถลอกไป แต่เราทำใจไว้แล้วว่ามาทัวร์รุ่งริ่งแบบไม่ปั่นตั้งแต่ต้นทางยังไงก็เป็นแผลแน่ๆ ก็เลยใช้แต่จักรยานมือสองออกทริปที่พร้อมจะได้รับรอยจากประสบการณ์เดินทาง น้องช่วยเอาวางแบบไม่ซ้อนได้เปล่าคะแจนร้องขอ

ที่นั่งที่แจนบอกให้จองคือขอด้านคนขับ แจนบอกเผื่อมีอะไรจะได้ปลอดภัย ทุกอย่างมันเอาแน่นอนไม่ได้ เพราะแนนก็ย้ำกับคนออกตั่วแล้วว่าขอฝั่งคนขับนะ   ทายไม่ยากเลยเพราะตั๋วที่เราได้มาคือฝั่งตรงข้ามคนขับติดทางขึ้นลงตรงกลางพอดี เอนนอนก็ไม่ได้ นั่งหลับได้อย่างเดียว ขึ้นรถไปแจนก็กินเลยเพราะกลัวหิวระหว่างทาง แนนยังไม่หิวนะขอเก็บไว้ก่อน สักพักรถก็ยังไม่ออกแจนเลยลงไปตามหาช้อนเพราะพนักงานลืมใส่มาในถุงให้ แนนก็บอกเอากระดาษตักแทนก็ได้นิเหมือนลูกเสือไง ในที่สุดก็ได้ช้อนมา เก่งจริงๆ ดูแจนไม่กลัวตกรถเลยนะ อาจเพราะชินกับการเดินทางแล้วเพราะไปบ่อยกว่าแนนก็ได้ แขนบอกให้กินแซนวิสด้วยนะเย็นแล้วจะไม่อร่อย ได้ค่ะ กิน กิน กิน

อดหลับมาจากไหนกันแจนหลับตลอดทางเลย เอาหัวมาพิงที่ไหล่แนนแล้วก็หลับตั้งแต่รถออก แนนก็ได้แต่มองตรงๆไปกระหน้าเพราะแจนนั่งฝั่งติดกระจกไปแล้ว มองไปพอรถเริ่มติดก็หลับบ้าง ดีแฮะมีหัวแจนเป็นหมอนหนุน หลับไปตื่นมามองไปข้างหน้าก็อุ่นใจเพราะมีเพื่อนร่วมทางมากมายติดอยู่ข้างหน้า แจนบอกก่อนมาว่าสายนี้มีคนรีวิวเยอะว่าขับรถซิ่งอันตราย แนนก็ไม่เชื่อเพราะสิ่งที่สัมผัสวันนี้มันช่างตรงข้ามคนขับขับนุ่มมากหลับสบาย รถค่อยๆไปอย่างระมัดระวัง ไม่มีเบรคจึกๆ ให้คลื่นไส้เลยนะ หลับๆ ตื่นๆ ไปสามรอบ ก็ได้เวลาจอดพัก

สิ่งที่พวกเรากังวลว่าเที่ยงจะไม่มีอะไรกินก็กลายเป็นว่าเราอิ่มเกินจะไปนั่งกิน อะไรนะพัก 5 นาที กินข้าวก่อน ใครจะไปกินทันนะ แจนบอกแนนว่าเขาบอกสิบห้านาทีเราไปเดินเล่นยืดเส้นกัน แจนเดินพาเฉี่ยวไปที่ตู้ขายอาหารดูท่าทางอยากกินมากเพราะมีแต่แกงใต้ที่ชอบๆทั้งนั้นส่วนแนนก็กินอะไรไม่เป็นเลย แจนจะกินไหมแนนถาม ไม่ดีกว่าแจนบอก งั้นเราไปเดินดูอย่างอื่นกัน ก็ประมาณร้านขายของฝาก แต่เราเพิ่งมาคงจะซื้อแบกอะไรไปไม่ไหว แต่แล้วแจนก็ถูกดึงดูดด้วยดิสเพสบ้านๆของทางร้านที่มีสินค้าอะไรก็จับนอนแผ่เต็มโต๊ะไปหมดทุกรสทุกยี่ห้อ ตกลงแจนก็ได้มันฝรั่งทอดกรอบมาหนึ่งห่อรสชีสน้ำพริกเผา ช่างคิดได้ แจนบอกอร่อยดี แนนชิมไปชิ้นเดียวเพราะกลัวเจ็บคอที่เหลือแจนเหมาหมด

ขึ้นรถแล้วแจนก็บอกให้กินซาลาเปาได้แล้วเดี๋ยวจะไม่อร่อย กิน กิน กิน เอาช็อกหน้านิ่มมากินด้วย กิน กิน กิน แล้วก็นอน ตื่นมาอีกทีได้ยินเสียงตนลงระหว่างทางเป็นระยะๆ แล้วเราลงตรงไหนแจนถามแนน เราลงสี่แยกบ้านกรูดนะ เพราะคันที่เข้าตลาดบ้านกรูดเราต้องขึ้นตอนเที่ยงครึ่งซึ่งจะมาถึงหกโมงเย็น แจนกลัวจะเย็นเกินไปก็เลยให้ขึ้นคันนี้แทน เพราะตามแผนจะมาถึงห้าโมง จะได้มีเวลาเหลือ แล้วสี่แยกบ้านกรูดหน้าตาเป็นไงแจนถาม หน้าตาน่าจะเป็นสีแยกนะแนนก็ทำมือให้ดู เพื่อความแน่ใจเราไปบอกนอนคนรถให้ช่วยมาบอกเราดีกว่าว่าถึงสี่แยกบ้านกรูดให้บอกด้วย แนนเลยเดินไปข้างหน้าบอกน้อง ทุกสายตาจ้องมองดูเป็นตัวปะหลาด เหมือนว่าแต่ละคนมาใช้บริการดูจะเป็นเจ้าถิ่นที่เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านทั้งนั้น

น้องคนรถบอกเสียงดังสี่แยกบ้านกรูด แนนรีบลุกไปใส่หมวกกันน็อกและหยิบให้แจนใส่พร้อมทั้งสะพายเป้ยืนรอเตรียมพร้อมลง แจนบอกนั่งก่อนก็ได้ยังไม่ถึงหรอก อ๋อหรอก เขาแค่ให้เราเตรียมพร้อมนี่เอง ลงรถแล้วน้องก็ไม่เก็บค่าระวางที่เราขนจักรยานพับมาสองคันนะ ลงไปนี่ทำเอางงเพราะไม่เห็นแยกสี่แยกอย่างชื่อ เอาแล้วสิจะไปทางไหนต่อ แนนรีบไปถามพี่อีกคนที่ลงรถตามลงมาดูท่าเป็นคนท้องถิ่นต้องรู้ทางแน่ๆ ก็เลยถามว่าถ้าจะไปตลาดบ้านกรูดต้องปั่นไปทางไหนคะ พี่เขาบอกว่าให้เลี้ยวเขาไปทางนี้…

View original 64 more words

ครัวรถถีบ

wiino:

เป็นไอเดียที่น่าสนใจมากก

Originally posted on oyspace:

Slide1

“ครัวรถถีบ” หรือ bike kitchen มีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ บางครั้งเรียกว่าสหกรณ์จักรยาน บางครั้งคำว่าสหกรณ์หรือ Co-op ถูกแปลงเป็น coop คำเรียกกรงไก่ ก็เลยกลายเป็น bike coop — กรงรถถีบ หรือโรงอู่รถถีบ

View original 93 more words

“ทาเคะ” นามนี้ได้ แต่ใดมา

ข้ามทางด่วน ซ.สุขุมวิท 62 #InGooglemapWeTrust #dailysbike

บนโลกกลมๆ ใบนี้จะมีมนุษย์อยู่กลุ่มนึงที่มักจะชอบตั้งชื่อสิ่งของต่างๆ อาจจะเพื่อให้เรียกเข้าใจกันในกลุ่ม หรือเพื่อให้มันดูน่ารักมีชีวิตมากขึ้น สำหรับผมแล้วมันรู้สึกทำให้เราเอาใจใส่ต่อสิ่งของ ดูแลรักษามากขึ้น เหมือนกับสิ่งของเหล่านั้นมีความรู้สึกนึกคิดได้ อย่างไอโฟนเครื่องนึง ก็มีหน้าตาแบบนี้แหละ เป็นล้านๆเครื่อง แต่พอเราจับใส่เคสเข้าไปหน่อย มันก็กลายเป็นไอโฟนเคสนี้ไม่กี่เครื่องในโลก เผลอๆอาจจะเป็นเครื่องเดียวในโลกเลยก็ได้นะ ชื่อเป็นสิ่งที่ระบุตัวตนของเราเอง ถ้าไม่มีชื่อ ผมก็จะเป็นรถพับสีเขียวคันนึงที่เหมือนกับรถพับคันอื่นอีกเป็นล้านคัน และก็ไม่มีผมในพื้นที่บล็อกแห่งนี้

หลังจากที่ผมมาอยู่กับเจ้านาย ช่วงแรกๆเค้าเรียกผมว่าบอร์ดวอร์คตามชื่อรุ่นของผมนี่เอง แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าน่าจะตั้งชื่อให้ผมบ้าง สิ่งแรกเลยที่เขานึกถึงเลยก็คือตัวเฟรมสีเขียวแก่ที่ดูเหมือนลำต้นของไผ่รวก ไผ่ขนาดเล็กที่ยังสดใหม่อยู่ เขาเลยคิดชื่อเกี่ยวกับไผ่ขึ้นมา

ไผ่เขียว :: ชื่อแรกนี่ตัดไปได้เลย นี่มันชื่อฉายานักเลงนะ เอามาตั้งรถพับได้ไง เดี๋ยวโดนไล่ตีกันพอดี
ไผ่สด :: มันฟังดูเหมือนเป็นของกินมากไปนะ
ต้นไผ่ :: ง่ายไปมั้ง
ใบไผ่ :: หลุดประเด็นไปแล้วนะ เจ้านาย
แบมบู :: มันซ้ำกะ Bamboo bike ไปแล้วนะ

ผ่านไปสองสามวัน ผมก็ยังคงไม่ได้ชื่อใหม่ซะที จนวันนึงเขาไปเปิดกูเกิลแล้วเข้าที่แปลภาษา แล้วเริ่มค้นหาคำว่า “ไผ่” ในภาษาต่างๆ อาจเป็นเพราะกระแสญ๊่ปุ่นที่กำลังมาจากสื่อออนไลน์ที่ใครต่อใครต่างพากันแวะไปเยี่ยมเยือน ความสวยงามของธรรมชาติ และเอกลักษณ์ที่ชัดเจน ทำให้ประเทศนี้ดูเป็นที่ควรค่าต่อการท่องเที่ยวมากๆ และมีนิตรสารเล่มหนึ่งที่ทำให้เขาตาเป็นประกายด้วยความฝันว่าวันนึงจะต้องไปให้ได้ เรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งที่หอบหิ้วจักรยานไปปั่นรอบเกาะคิวชู ก่อนจะนำเรื่องราวมากมายมาฝากให้เป็นแรงบันดาลใจของใครหลายคน โดยเฉพาะขาปั่นทั้งหลาย

“竹”   อ่านว่า  Ta-Ke เป็นสิ่งที่อากู๋บอกเขามาเมื่อป้อนคำว่าไผ่ลงไปในช่องสี่เหลี่ยม

เป็นที่มาของชื่อของผม ด้วยประการฉะนี้เอง

เครื่องซักผ้า

อ่านเรื่องเครื่องซักผ้าของบล็อกเกอร์คนนึง แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าเคยมีเรื่องที่อยากเขียนเกี่ยวกับเครื่องซักผ้าอยู่เหมือนกัน

ทุกวันนี้ทุกคนคงได้เห็นเครื่องซักผ้าฝาหน้าฝาบนที่มาพร้อมนวัตกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพลังน้ำรอบทิศ 360 องศา อบผ้าได้ในตัว ระบบกรองฝุ่นแบบนาโน และระบบอัตโนมัติต่างๆมากมาย จนเราเกือบลืมไปแล้วว่าการซักผ้าจริงๆ มันเป็นอย่างไร ทุกวันนี้เพียงแค่ยกตะกร้าผ้าไปใส่เครื่อง ก็ดูเป็นเรื่องที่ชวนให้รู้สึกเสียเวลาไปพอสมควรเลยทีเดียว ไม่ต้องพูดไปถึงการแช่ผ้าซักในถัง แล้วใช้มือขยี้ๆนี่เป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้กับมันทุกสัปดาห์

พอมาใช้ชีวิตมหาลัยที่หอพัก ครั้นจะจ้างซักก็เป็นอะไรที่ออกจะสิ้นเปลืองเกินไป สำหรับเด็กต่างจังหวัด ก็เลยจัดการโยนผ้าเข้าเครื่องหยอดเหรียญ แล้วเอามาตาก เท่านั้นแหละ เสื้อนิสิตขาวผ่องก็มีอายุไม่ต่างจากเสื้อนักเรียนที่ใส่อาบเหงื่อเตะบอลมาตลอดสามปีภายในระยะเวลาเพียงเดือนเดียว เมื่อเปลี่ยนขึ้นปีสองเสื้อนิสิตตัวโคร่งๆที่ได้มาจากร้านสหกรณ์ก็เป็นอันโละไป กางเกงสแล็คกระบอกเล็กลงสีดำ มาแทนกางเกงสแล็กสีกรมท่า ที่มาดูตอนนี้แล้วสงสัยว่าตอนนั้นกูใส่ลงไปได้ยังไง เสื้อขาวใหม่ที่เข้ารูปก็เข้ามาแทนที่ ผมเปลี่ยนวิธีการซักจากโยนลงไปทั้งหมด เป็นแยกเสื้อขาวนี่ออกมา ก่อนจะค่อยๆ บรรจงใส่ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม และไฮเตอร์ ก่อนจะแช่ทิ้งไว้ซักชั่วโมง (หลายๆครั้งก็เพลินไปหลายชั่วโมงก็มี) ก่อนจะกลับมาขยี้ด้วยแปรง และล้างฟองออก ได้ผลน่าพอใจไม่น้อย และใช้วิธีนี้ไปตลอดสี่ปี

เรื่องของเรื่องที่จะเล่าเลยก็คือว่า (ออกนอกเรื่องมาหนึ่งย่อหน้า) ช่วงที่ขึ้นไปสุโขทัย เพื่อสะสางงานค่ายที่ยังหลงเหลืออยู๋ ผมกับเพื่อนก็ไปพักอยู่ที่บ้านของกำนันในตำบลนี้ เนื่องจากที่พักในโรงเรียนที่อยู่กันมาร่วมสามเดือนตอนนี้ก็ได้กลายเป็นโรงเรียนร้างเหมือนเดิมแล้ว โรงเรียนร้างที่เคยมีชีวิตอีกครั้งเมื่อสามเดือนที่ผ่านมา ช่วงที่ขึ้นไปเป็นจังหวะที่ผ้าที่หอหมดพอดี ทำให้ต้องหอบหิ้วผ้าเก่าขึ้นไปซักที่นั่นด้วย ผมเดินไปถามกำนันว่าจะซักผ้ายังไงได้บ้าง พี่กำนันก็พาไปหลังบ้าน บอกว่าเครื่องซักผ้าเครื่องนี้ต้องมีคนอธิบายการใช้ เมื่อมาเจอเครื่อง ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่กำนันต้องมาสอนวิธีการใช้ด้วย ภาพที่อยู่เบื้องหน้าผมเป็นเครื่องซักผ้าฝาบนที่มีสองช่องแยก คือ ช่องซักเปียก และช่องปั่นแห้ง ปุ่มปรับต่างๆ เป็นแบบมือบิดอนาล็อกเต็มรูปแบบ ชวนให้นึกถึงเครื่องซักผ้าที่บ้านยายเมื่อก่อนเลย

สเต็ปแรกใส่ผ้าไป พร้อมผงซักฟอกในช่องกรอกอันนี้ปกติ ทีนี้จังหวะใส่น้ำก่อนปั่น พี่กำนันไปลากสายยางมา ก่อนที่จะบอกให้เติมน้ำด้วยสายยางไปในช่องกรอกผงซักฟอก ละลายผงซักฟอกลงไปจนน้ำได้ระดับ มาถึงช็อตที่ต้องใช้ความประณีตมาก คือการเปิดเครื่อง ที่ปุ่มเปิดปิดพังไปแล้ว ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ เป็นแท่งพลาสติกที่ถอดจากอุปกรณ์บางอย่าง มาแหย่เข้าไปในช่องที่เคยมีสวิตช์ ก่อนที่จะงัดให้ได้องศาที่พอเหมาะ เพื่อให้เครื่องเริ่มเดิน แล้วใช้ของหนักมาวางทับไว้ เจ้าแก่หนึ่งมอเตอร์ก็เริ่มบิดตัวอย่างเอื่อยเฉื่อย ก่อนจะค่อยๆเร็วขึ้นเมื่อได้จังหวะ  หลังจากนั้นก็ทิ้งไว้ตามเวลาที่เราบิดไปประมาณสิบห้านาที ระหว่างที่รอผมก็ชวนพี่กำนันคุยถึงเรื่องเครื่องซักผ้านี่ที่ทำให้ทึ่งไม่น้อย พี่กำนันบอกว่าเครื่องนี้เป็นเครื่องที่ใช้มาตั้งแต่สมัยแต่งงานใหม่ ซึ่งก็สิบกว่าปีแล้วนะ มันก็ยังใช้ได้มาถึงตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่เลย

ผมเริ่มคิดตาม จุดประสงค์ของเครื่องซักผ้าก็คือการบิดผ้าไปมากับผงซักฟอก ให้การเสียดสีของเนื้อผ้าและพลังซักของผงซักฟอกขจัดสิ่งสกปรกออกจากเสื้้อผ้า ซึ่งถ้าไม่ใช่คราบที่แย่เกินไปนัก มันก็หลุดออกได้ไม่ยากอะไร นึกย้อนไปถึงสมัยก่อน เจ้าเครื่องนี้ก็คงช่วยทุ่นแรงไปได้เยอะที่ไม่ต้องมานั่งขยี้ผ้าทีละตัวๆ และคงเรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว ก่อนที่จะมาเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปที่มีตามบ้านเรือน

หลังจากที่ปั่นเสร็จ ก่อนเปิดช่องให้น้ำไหลออก ก่อนจะเติมน้ำเปล่าไปเรื่อยๆ แล้วปั่นเบาๆอีกรอบ เพื่อไล่ผงซักฟอกออก จากนั้นก็หยิบผ้าเปียกออกมา ผมทำท่าจะบิดไล่น้ำ แต่พี่กำนันบอกว่าไม่ต้อง ใส่ช่องปั่นแห้งได้เลย ผมก็ใส่ลงไปทั้งหมด พี่กำนันบอกว่าต้องจัดสมดุลผ้าในช่องให้ดีด้วย ไม่งั้นมันจะเสียศูนย์หมุนไป ก่อนที่เอาแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดแฮนด์เมดมาปิดแทนฝาปิด ที่ผมไม่มีโอกาสได้เห็นว่าหน้าตามันเป็นยังไง

ช่องซักแห้งค่อยๆหมุนตัวช้าลง ผมเปิดฝาแฮนด์เมดออก ก่อนจะดึงผ้าออกมา พบว่ามันอยู่ในระดับที่หมาดๆใช้ได้เลย ก่อนที่จะหิ้วใส่ตะกร้า ไปพาดกับลวดขึงตากผ้าที่อยู่ใกล้ๆ นั่นเอง สิ่งของหลายๆอย่างทุกวันนี้ มันก็ยังคงทำงานตอบโจทย์ทุกอย่างตามหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน แต่เวลาผ่านไปทำให้เราเพิ่มเติมอะไรเข้าไปให้มันสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นไปอีก เครื่องซักผ้าใหม่อาจจะทำให้เราซักผ้าได้กองใหญ่ขึ้น จากที่ซักสองรอบ เป็นซักรอบเดียว หรือเพียงแค่รอตากอย่างเดียว ไม่ต้องมาเปลี่ยนช่องให้เสียเวลา จนถึงจุดนี้เครื่องซักผ้าก็ยังคงพัฒนาต่อไป เพื่อให้ขายได้มากกว่ายี่ห้ออื่นๆ จนเราอาจจะมีเครื่องซักผ้าที่เกินกว่าเครื่องซักผ้าไปไกลแล้วก็ได้ ไม่เชื่อก็ลองเดินแวะไปดูเครื่องซักผ้าในห้างดูได้