ดอกชมพูพันทิพย์บานอีกครั้ง

ใส่ความเห็น

ปีนี้เป็นปีที่ควรจะจับตามองสถานการณ์ในเรื่องของสัญญาณากธณรมชาติให้ดี ตั้งแต่ปีใหม่มา เราพบเจอเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นหลายอย่าง ร้อยวันพันปี ภาคใต้ไม่เคยเจอปัญหาน้ำท่วมในช่วงปีใหม่เลย

แต่ปีใหม่ที่ผ่านมา ชาวใต้ในหลายพื้นที่ต้องคอยมานั่งเงฝ้ากังวลกับระดับน้ำที่สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ และเฝ้าภาวนาให้ฝนหยุดตกเสียที พื้นที่รอบนอกของอำเภอเมืองหาดใหญ่ ประสบปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากต้องเป็นพื้นที่รับน้ำก่อนที่น้ำจะเข้าตัวเมืองหาดใหญ่ ซึ่งเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลสงทางเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนล่าง ลักษณะเหมือนกับเมืองกรุงเทพ แต่ด้วยความที่เมืองหาดใหญ่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นพื้นที่ลักษณะแอ่งกระทะ และปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ภาคใต้ มีปริมาณมากในทุก ๆ ปี เมืองหาดใหญ่จึงมีแผนพัฒนาในเรื่องของการจัดการน้ำมาโดยตลอด โดยในช่วงเดือนตุลาปีก่อน เมืองหาดใหญ๋ก็ได้กลายเป็นเมืองบาดาลอีกครั้ง

คราวนี้ต่างจากในปี 43 ครั้งนั้น หาดใหญ่ถูกน้ำท่วมอยู่ถึงสามวันเต็ม ๆ จึงเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ แต่ในปีที่ผ่านมา ระดับน้ำลดลงสู่ภาวะปกติในเวลาสองวันเท่านั้น จากผลรายงานปริมาณน้ำ พบว่าในปี 53 มีปริมาณน้ำมากกว่าในปี 43 เกือบเท่าตัว แต่ใช้เวลาในการระบายน้ำน้อยกว่า เนื่องจากได้มีการขุดคลองเพิ่มขึ้นมาก และมีการแก้ไขผลกระทบเนื่องจากถนนลพบุรีราเมศวร ซึ่งเป็นถนนรอบเมืองที่ก่อให้เกิดพื้นที่ขังน้ำในปี 43 จนต้องมีการขุดถนนออกเพื่อระบายน้ำในบางจุด
ในปีใหม่ที่ผ่านมา ระบบติดตามสถานการณ์น้ำทำงานได้ดีมาก มีการติดตั้งกล้องสังเกตระดับน้ำในหลาย ๆ จุดสำคัญ แต่มีการแสดงผลแบบ Realtime ผ่านหน้าเว็บไซต์ ทำให้ทางบ้านซึ่งไปฉลองปีใหม่ที่ต่างจังหวัด สามารถติดตามสถานการณ์น้ำได้ตลอดเวลา ไม่ต้องคอยเป็นกังวลในว่าน้ำจะท่วมบ้านเรามั้ยนะ

ข้อมูลเพิ่มเติม :: http://www.hatyaicityclimate.org/paper/109

กลับมาที่เรื่องของดอกชมพูพันทิพย์ ตอนที่ไปฟังบรรยายกับอาจารย์ยงยุทธ มีคนถามขึ้นมาว่า ทำไมปีนี้ ดอกชมพูพันทิพย์ถึงบานเร็วกว่าปกติ อาจารย์ก็บอกว่า ปกติ ถ้าต้นไม้จะออกดอกในช่วงนอกฤดู ก็อาจจะเป็นเพราะใกล้จะตาย ฟังแล้วดูน่าตกใจ แต่อาจารย์ก็ยกตัวอย่างประกอบที่ทำให้เห็ฯภาพชัด ๆ เช่น ต้นมะม่วงที่ไม่ยอมออกดอก เราเอาไฟไปสุมที่โคนต้น ต้นมะม่วงก็จะเริ่มออกดอกมาให้ เพื่อเป็นการดำรงเผ่าพันธ์ต่อ เป็นแนวคิดที่ฟังดูน่าสนใจ

ในครั้งนี้ดอกชมพูพันทิพย์บานอีกครั้ง และมาพร้อมกับสายฝนที่โปรยปรายทั่วกรุงเทพ กำลังจะส่งสัญญาณอะไรให้เรารับรู้อยู่รึเปล่า??

ก่อนจะสอบมิดเทอม…

ใส่ความเห็น

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ยังรู้สึกว่าไม่นานที่ได้ออกเดินทางตามที่ใจอยาก มันเป็นเหมือนฝันเลยจริง ๆ การใช้ชีวิตนอกกระแสของความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวงในตัวเมือง การเดินทางภายในจิตใจของตัวเอง เราได้มีโอกาสมองที่ ๆ เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน จากมุมมองอื่น มันช่างดูเป็นชีวิตที่ไร้สาระ ไร้แก่นสาร มีตัวตนของเราเป็นที่ตั้ง เรียนให้จบเพื่อหางานทำ แล้วจะมีชีวิตสบาย มองความเป็นไปในมุมที่แตกต่างจากเดิม

หลาย ๆ ครั้งที่รู้สึกแปลกแยก มีเพียงไม่กี่คนที่จะเข้าใจในสิ่งที่เราคิด ผมยังไม่กล้าที่จะพูดคุยเรื่องนี้กับใคร ในช่วงนี้ทุกคนดูวุ่นวายไปกับการสอบ เหมือนกับเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตในตอนนี้ ผมมองแค่ว่าะทำมันให้เต็มที่ ไม่ต้องเครียดกังวลไปกับมัน เป้าหมายกับความคาดหวัง มันห่างกันเพียงเส้นบาง ๆ หลงคิดไปเพียงชั่วขณะ ก็เป็นทุกข์ไปแล้ว ก็หาหนทางแก้กันไป

ตอนนี้รู้ตัวเลยว่า กิเลส ยังมีมากมาย สิ่งที่ยังไม่เคยมี ก็ยังมีความต้องการ ความปราถนา สิ่งที่มีอยู่แล้ว ก็ยังจะอยากได้สิ่งอื่นมาอยู่เรื่อย ๆ กิเลสมันยั่วยุเราได้ง่ายดายจริง ๆ สุดท้ายแล้ว ผมก็ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกทุนนิยมอยู่เช่นเคย เหมือนลอยเรืออยู่กลางลำน้ำ แค่ทรงตัวไม่ให้ลอยไปกับสายน้ำ ก็แทบแย่แล้ว อย่าคิดไปไกลถึงทวนน้ำเลย และอีกนานกว่าที่ผมจะได้ขึ้นฝั่ง

ดินสอสีส้มตัวสำรอง

ใส่ความเห็น

มันเป็นงานที่น่าเบื่อมากเลยทีเดียว ผมถูกจับมาเขียนครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอดสองคืนที่ผ่านมา

เจ้านายเป็นคนที่ทำงานละเอียดได้ไม่ดีนัก เขามักจะเขียนผิดอยู่บ่อย ๆ นี่เป็นอีกคืนที่ผมต้องทำงานดึก แต่ผมก็ดีที่ตอนนี้ผมได้กลายมาเป็นดินสอหมายเลขหนึ่งของเจ้านาย

เจ้า นายไม่ค่อยถูกใจผมเท่าไหร่นัก ผมมักจะเห็นดินสอกดแท่งใหม่อยู่สองสามแท่ง แต่ไม่นานพวกเค้าก็หายไป แล้วผมก็ถูกดึงกลับมาใช้อีกครั้ง ตอนนี้เจ้านายคงเบื่อที่จะซื้อดินสอแท่งใหม่มาใช้ และผมก็ได้กลายมาเป็นดินสอตัวหลักที่เจ้านายหยิบมาใช้เป็นประจำ ผมไม่เคยนึกน้อยใจเลย ผมเตรียมพร้อมเสมอ ถ้าหากเจ้านายเรียกใช้งาน เคยเห็นดินสอไฮโซหลายแท่ง บางทีแค่หล่นก็เสียแล้ว แต่ช่วงนี้ผมก็ไม่ได้ทำงานบ่อยมากนัก

ตอนนี้เจ้านายโปรดปรายกับการใช้ปากกาดำ มากกว่า เจ้าปากกาดำให้สีที่ดูสดกว่าดินสออย่างผม และลายเส้นของพวกเค้าก็ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ

เจ้านายมักจะพาปากกาดำไปกับสมุดโน๊ตเสมอ เจ้าสมุดโน๊ตเป็นสมุดปกแข็ง สันห่วง ขนาด A6 เจ้านายผมมักจะเหน็บปากกาดำไว้กับสมุดโน๊ตเสมอ

ผมเองก็เคยไปประจำการอยู่เหมือนกัน แต่นั่นก็ตอนที่เจ้านายหาปากกาดำไม่เจอ ตัวผมมียางหุ้มทำให้สอดเข้าไปในห่วงได้ไม่สะดวกนัก และยางผมร่อนเสมอเวลาเจ้านายดึงผมออกมาใช้

เมื่อก่อนเจ้านายก็ชอบ ใช้ดินสอเขียนตลอด แต่ว่าผมมักจะเจอกับไส้ดินสอที่ไม่สม่ำเสมอ บ้างก็ไม่มีคุณภาพ ทำให้เจ้านายรู้สึกไม่ดีกับผมไปด้วย บางทีการร่วมงานกับคนที่ไม่มีประสิทธิภาพก็พลอยจะทำให้งานเราแย่ไปด้วย

ผมเอง ก็ไม่ใช่ดินสอที่มีคุณภาพดีนัก แต่ก็ไม่เคยสร้างปัญหาอะไรให้กับเจ้านาย  ผมก็ได้แต่หวังว่าเจ้านายจะหาเพื่อนร่วมงานดี ๆ มาทำงานกับผมบ้าง

เรื่องเล่าของดินสอสีส้ม

ใส่ความเห็น

ผมไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน เมื่อก่อนผมจะทำงานคนเดียวเสมอ จะมีบางครั้งที่มีเพื่อนร่วมงานมาด้วย ผมมักจะทำงานร่วมกับเพื่อนชื่อ กระดาษทด เขามักจะให้ผมเขียนตัวเลขมากมาย อย่างไม่เป็นระเบียบ บางทีก็วาดรูปขึ้นมา ไม่ใช่รูปที่สวยงาม แต่เป็นรูปที่ใช้พิจารณาร่วมกับตัวเลขเหล่านั้น เขามักให้ผมลากไปอย่างอิสระบนกระดาษทดแผ่นแล้วแผ่นเล่า

แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม ผมได้เจอเพื่อนใหม่ เจ้าพลาสติกรูปสามเหลี่ยม ถูกจับคู่กับผม เค้าบอกว่าเค้าชื่อ ไม้ฉาก เจ้านายลากผมไปกับไม้ฉาก บนกระดาษสีเขียว ๆ ที่มีช่องมากมาย ไม้ฉากบอกผมว่า เค้าไม่ได้ทำงานมานานมากแล้ว เมื่อก่อนเขาได้ร่วมงานกับเจ้าดินสอไม้หลายด้าม และดินสอกด ทำงานบนกระดาษที่ขาวที่ถูกตรึงด้วยเทปกาวตามมุม และยังมีเจ้าตัวใหญ่ ไม้ที มาร่วมงานด้วย บนพื้นที่อันว่างเปล่า เจ้าไม้ทีทำหน้าที่เป็นฐานรอง ให้พวกเราตั้งฉากกับกระดาษขาว

เจ้านายบรรจงวาดเส้นต่าง ๆ ค่อย ๆ ร่างภาพขึ้นมาจากเส้นอ่อน ๆ เมื่อเสร็จเรียบร้อย เขาเปลี่ยนเอาดินสอสีเข้ม มาลากเส้นตัด แต่เจ้านาย เป็นคนทำงานไม่เรียบร้อยนัก หลาย ๆ ครั้งที่เขาลากเส้นผิด และทำให้กระดาษขาวต้องหม่นหมองไปบ้าง

เขาได้คะแนนไม่ดีนัก

ผมฟังเรื่องราวของเจ้านายผ่านคำบอกเล่าของไม้ฉากไปเรื่อย เขาเป็นคนสะเพร่าจริง ๆ ด้วย หลังที่วาดสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่เรียกว่า เสา ไม่นานเขาก็ต้องลบเสาทุกต้นทิ้ง เพื่อนเขาเข้ามาถามรายละเอียด แล้วเขาก็ทักว่า “เฮ้ย เสามันขนาด 40 x 40 ไม่ใช่หรอวะ” เจ้านายผมเอาชีทมาดู “เออ จริงด้วย”

ดูท่าคืนนี้ ผมคงจะต้องนอนดึกแฮะ

แบกเป้เดี่ยวเที่ยวลาวเหนือ ตอน วันแรกที่วังเวียง

ใส่ความเห็น

เมื่อคืนเปิดเข้าไปดูอัลบั้มภาพของสมาชิกท่านนึงในเว็บ pixpros.net เป็นอัลบั้มภาพถ่ายที่วังเวียง เมืองท่องเที่ยวหนึ่งการตอนเหนือของลาวอยู่ระหว่างเวียงจันทร์และหลวงพระบาง เป็นเมืองที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามด้วยลักษณะของเมืองที่มีฉากหลังเป็นภูเขา และมีแม่น้ำซางพาดผ่าน ทำให้ริมตลิ่งทั้งสองฝั่งถูกจับจองไปด้วยรีสอร์ตต่าง ๆ ที่ต้องการสร้างความประทับใจให้กับแขกชาวต่างชาติผู้มาเยือน
ผมใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง โดยรถตู้ จากที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะเดินทางโดยรถเมล์ร้อน ที่มีออกทุก ๆ สามชั่วโมง ผมลืมถามราคา แค่ประมาณราคาไว้ว่าน่าจะประมาณ 30000 กีบ ทันทีที่แบกเป้ก้าวผ่านสถานีขนส่ง ก็จะมีเอเยนต์จากบรรดารถรับจ้างต่างๆมาเรียกลูกค้า วันนั้นมีผู้ชายสองสามคนมาถามว่าผมจะไปไหน ผมก็ตอบปัดไปว่า จะไหวังเวียงไปขึ้นรถเมล์ร้อน เค้าเสนอราคามาที่ 80000 กีบ ผมบอกปัดทันที แล้วก็เดินไปเรื่อย เค้าก็พยายามที่จะต่อราคาลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือ 45000 กีบ ผมเริ่มสนใจและหารเป็นเงินบาทในหัว ตกลงประมาณ 180 บาท และต่างจากรถร้อนเพียง 20 บาท ผมตกลง เค้านำผมออกจากสถานีขนส่ง เดินเรียบไปตามถนน ระหว่างทางเค้ากำชับกับผมว่า อย่าบอกเรื่องราคาที่ผมได้รับ เพราะส่วนใหญ่เขาจะขายได้ที่ 60000 กีบ
รถออกเวลาประมาณบ่ายสอง วิ่งไปตามถนนสายหลักของประเทศ ถนนหมายเลข 13 ผมหลับไปซักพัก ตื่นมาก็พบว่ารถกำลังแล่นไปตามถนนลูกรัง ผ่านหมู่บ้านต่างๆ ที่ตัั้งเรียงอยู่ตามริมถนน ถนนสายหลักมีรถไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นรถโดยสารขนาดต่างๆ ทั้งรถเมล์ รถทัวร์ รถตู้ สองแถว และรถส่วนตัวของนักท่องเที่ยว ประมาณสี่โมงเย็น รถวิ่งผ่านเมืองที่ตั้งติดริมน้ำ แสงยามเย็นให้บรรยากาศที่สวยงามมาก มีชาวเมืองดำเนินชีวิตตามวิถีของเขาตามปกติ เด็กๆวิ่งเล่นกันตามริมทาง ชาวบ้านหลายคนกำลังเดินกลับจากท้องทุ่ง
ระหว่างทางคนขับแวะจอดข้างทางที่ร้านขายของป่าร้านหนึ่ง ที่เพิงเล็กเต็มไปด้วยกรงขังสัตว์ต่างๆ ทั้งนกและกระรอกอยู่หลายตัว ผมรู้สึกสงสารกับเหล่าสัตว์ป่าที่ต้องถูกจับมา แต่ทำอะไรไม่ได้มากกว่ายืนดูการดำเนินไปของสังคมปกติ
รถพาเรามาถึงวังเวียงตอนห้าโมงเย็น คนขับรถมาเราไปส่งยังที่พัก บนรถมีคนไทยมาด้วยครอบครัวนึง ผมเริ่มคุยกับเคาเมื่อเข้ามาในตัวเมือง ผมมีข้อมูลที่พักแบกแพคเกอร์ราคาถูกอยู่ คนขับรถพาไปส่งบ่านที่พักคนไทย ซึ่งทางครอบครัวเขาพอใจกับที่พัก ผมออกเดินหาที่พักที่หาข้อมูลมา มันอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมาก แต่ว่ามันเต็มแล้ว
ผมเริ่มเดินหาห้องพักอื่นๆสุดท้ายมาได้ห้องพักที่ราคาคืนละ 40000 กีบ เป็นห้องพัดลมและห้องน้ำในตัว ที่พักทุกที่มีบริการฟรีไวไฟให้ใช้งานฟรี ที่พักอยู่ไม่ไกลจากริมน้ำมากนัก และอยู่ติดร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ ราคามอเตอร์ไซค์ที่นี่ ตกวันละ 40000 กีบ ผมวางแผนที่จะเช่ารถเที่ยวในวันพรุ่งนี้
หลังจากที่เก็บของเข้าในที่พัก ผมสะพายกล้องเดินสำรวจเมืองในยามที่แสงสุดท้ายเริ่มมาเยือน เก็บบรรยากาศภาพอาทิตย์ตกทีีรินน้ำซอง ก่อนเดินสำรวจภายในตัวเมือง มีร้านขายแซนวิช ซึ่งเป็นขนมปังฝรั่งเศษ ใส่ไส้เนื้อสัตว์ตามแต่เราจะสั่ง ตกราคาเริ่มต้นที่ 10000 กีบ ในเมืองเต็มไปด้วยที่พัก อินเตอร์เนตคาเฟ่ ร้านอาหารและบาร์
หลังจากที่เดินจนเกือบทั่วเมืองแล้ว ผมกลับมาอ่านหนังสือที่ห้อง บางทีการได้อยู่คนเดียวทำให้เรามีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น ผมได้เขียนบันทึกทบทวนเหตุการณ์ที่เจอมา ได้อ่านหนังสือเล่มที่อยากอ่าน
เกือบสี่ทุ่มผมออกมาเดินเพื่อหาร้านนั่งเก็บบรรยากาศอีกรอบ ผมแวะเข้าไปในบาร์ร้านหนึ่งที่มีดนตรีีแปลกกว่าร้านอื่น ผมได้นั่งคุยกับชาวแคนาดาคนนึง เคาเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกัน ที่นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครซักคนจะเดินทางมาเที่ยวเพียงลำพัง นักท่องเที่ยวหลายคนมาพบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้พบเจอมา เอกลักษณ์ของร้านนี้คือการตีลังกาดื่มเบียร์ผ่านสายยาง แต่ผมไม่ขอลองดีกว่า

ที่ฝึกงาน

ใส่ความเห็น

หลังจากที่ต้องคิดแล้วคิดอีกกับเรื่องการฝึกงาน สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปจนได้ บางทีเราอาจจะตั้งความคาดหวังมากเกินไปจนทำให้เกิดทุกข์ได้เหมือนกัน

ภาระอย่างหนึ่งของนิสิตวิศวะชั้นปีที่ 3 คือเรื่องของการฝึกงาน หลาย ๆ คน รวมทั้งผมด้วย รอคอยเวลานี้มานานเหลือเกิน การเรียนในห้องเป็นอะไรที่น่าเบื่อ และไม่เห็นภาพ ไม่เห็นวี่แววว่า อะไรทั้งหลายทั้งแหล่ จะเอาไปใช้ทำมาหากินได้ยังไง แต่สิ่งต่าง ๆ เริ่มเห็นเป็นภาพปรากฏขึ้นมา เมื่อเข้าเนื้อหาชั้นปีที่สาม เทอมสอง ภาคโยธาของเรา เริ่มเรียนสิ่งที่เอาไปใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังจากที่ต้องนั่งพิจารณาส่วนเล็ก ๆ ของแท่งคอนกรีตมาตลอดเทอมที่ผ่านมา การวิเคราะห์โครงสร้าง ที่เริ่มจะเอามาใช้งานจริง ซึ่งที่เรียนกันมามากมาย หลายวิธีการ สุดท้ายที่เราต้องการก็มีเพียง Shear Force Diagram และ Bending Moment Diagram พระเอกที่จะช่วยให้เรารู้ว่า เราจะออกแบบโครงสร้างนั้นยังไง นอกจากนี้ยังมีวิชาเสริมอีกหลายตัว ที่จะชักจูงเราออกจากโครงสร้าง คือ Soil Mech และ Highway ซึ่งวิศวกรโยธาจำเป็นต้องรู้ไว้ เพราะโครงสร้างทุกอย่างตั้งอยู่บนดิน และวิศวกรจะต้องรู้เรื่องถนน

เมื่อเริ่มเห็นประตูหลายบานอยู่เบื้องหน้า การฝึกงานก็เป็นเหมือนการเลือกกุญแจ แล้วเปิดเข้าไปดูได้เพียงหนึ่งบาน และเราไม่รู้ว่ประตูบานนั้น จะนำเราไปเจออะไร ทางเลือกของผม ไม่เหมือนคนอื่น ๆ ผมอยากทำงานโยธาที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แล้วงานอะไรล่ะ ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมบ้าง???

สายโครงสร้าง เอาแค่ถมดินสร้างตึกก็ทำลายแล้ว ตั้งแต่ภูเขาที่ต้องเอามาทำหิน พื้นที่ที่ต้องเคลียร์เพื่อทำเป็นที่ก่อสร้าง

งานถนนยิ่งแล้วไหน ถนนไปที่ไหน คน มลภาวะ ความเจริญทางวัตถุก็จะแห่ตามไปทันที นี่ยังไม่ต้องคิดถึงกรณีตัดถนนผ่านป่าที่เป็นปัญหาอยู่ในหลาย ๆ พื้นที่

งานสร้างเขื่อน ก็ได้เห็นผลกระทบทางตรงกันชัด ๆ แล้วในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังมีประเด็นย่อย ๆ อีกมาก ทั้งป่าไม้ที่สูญหาย ตะกอนดินที่ถูกกักไว้ต้นน้ำ ระบบนิเวศต้นน้ำที่ถูกทำลาย การกัดเซาะชายฝั่งที่เพิ่มมากขึ้น ประโยชน์จากการสร้างเขื่อภูมิประเทศภาคอีสานที่ถูกระบบเขื่อนทำลาย (เรื่องนี้กำลังอยากจะศึกษาเพิ่มเติม เพราะพึ่งจะได้ยินมาจากแหล่งเดียว)

งานที่ปรึกษาการก่อสร้าง ที่ยังไม่รู้รายละเอียดเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็คงจะเป็นการวิเคราะห์ช่วยเหลือปัญหาในเรื่องงานเทคนิค และการบริหาร มากกว่าจะมีเป็นการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

งานแหล่งน้ำที่มีรับนิสิตฝึกงาน ฟังจากเพื่อนที่ไปช่วยงาน ลักษณะจะเป็นทำงานข้อมูลในแลบ มากกว่าการออกพื้นที่ บางทีทางนี้อาจจะเสี่ยงเกินไป เกิดความกลัวว่าเราอาจจะไม่ได้อะไรเลย

งานโครงสร้างใต้ดิน อันนี้กระทบเต็ม ๆ มีแต่งานก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ต้องการงานฐานรากใต้ดินละเอียด ซึ่งแน่นอนว่าสารอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นอุปสรรคสำคัญในการทำงาน ดินที่ดีของวิศวะ คือ ดินที่สามารถรับแรงได้มากที่สุด ดินที่ไม่มีการเคลื่อนตัว ไม่มีการยุบตัว ซึ่งตรงกันข้ามกับความต้องการทางด้านระบบนิเวศโดยสิ้นเชิง

ในส่วนงานราชการ ระบบราชการไทยก็อย่างที่ทุกคนรู้กันน่ะนะ

ท้ายที่สุด การฝึกงานกับบริษัทเอกชนทางด้านโครงสร้าง คงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ อย่างน้อยก็มีเพื่อนร่วมหัวจมท้ายด้วยกันไปก่อน และบางทีอาจจะได้เห็นอะไร ๆ มากขึ้นกว่าที่เราคิดเอาเอง และสุดท้ายยอมรับในผลที่เลือก อย่างน้อยเราก็แค่แง้มประตูไปดู ยังไม่ได้เลือกที่จะเดินเข้าไปในประตูบานนั้นซะหน่อย เพียงแต่ว่า เรารู้แล้วกุญแจดอกนั้น อยู่ที่ไหน และประตูบานนั้นมีอะไรอยู่ด้านใน

ถอดบทเรียน วิชาอะไร#24 ชีวิตหลังปีใหม่

ใส่ความเห็น


วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมฟังบรรยายกับอาจารย์ยงยุทธ หลังจากที่ได้รู้จักกับอาจารย์ยงยุทธผ่านหนังสือ “หมอก” ของพี่ทรงกลด และพลาดทริปเที่ยววัดโพธิ์ ซึ่งพี่นัตตี้ รุ่นพี่ชมรมอนุรักษ์ฯ ได้จัดขึ้นก่อนเปิดเทอม เพราะหมดแรงแล้ว 555

งานบรรยายนี้ชื่อว่า “วิชาอะไร” ของกลุ่มเครือข่ายต้นไม้ขี้เหงา www.lonelytrees.net ครั้งนี้ ก็เป็นครั้งที่ 24 แล้ว ซึ่งถ้าจำไม่ผิด เมื่อปีก่อน ผมได้มีโอกาสเป็นช่างภาพมาถ่ายรูปพี่ทรงกลด ลงหนังสือวารสาร CU-Today ที่มาขอสัมภาษณ์พี่ทรงกลด ลงในคอลัมน์พี่เก่า พี่ทรงกลดมาที่ตึกเรียนของคณะครุศาสตร์ และมีบรรยายในตอนเย็น ซึ่งคิดว่าน่ะเป็นกิจกรรม วิชาอะไร นี่แหละ นึก ๆ ก็เสียดายที่ไม่ได้เข้าฟังตั้งแต่ตอนนั้น บางทีช่วงเวลานั้น อาจจะยังไม่เหมาะให้ผมได้เจอเรื่องราวในมุมมองนั้นก็ได้

อาจารย์ยงยุทธเป็นครูที่สอนคนด้วยคำถาม ท่านจะถามเราเสมอว่า “แล้วรู้มั้ยว่า … คืออะไร?? “ ซึ่งทุกคนในห้องจะเงียบ และคิดหาคำตอบที่ไม่ใช่คำตอบที่มาจากการจำ แต่มาจากความเข้าใจ แต่สุดท้ายแล้ว อย่างมาก มีเพียงบางส่วนของคำตอบที่ถูกต้อง คำตอบที่ถูกต้อง มักจะไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว

ในหัวข้อบรรยายในครั้งนี้ เป็นเรื่องของชีวิตหลังปีใหม่ อาจารย์เกริ่นถึงว่าปีนี้แห่งความสุข 2ฮ่าๆๆ นี่เราจะมีความสุขจริงหรือ?? ภัยพิบัติทั้งหลายที่เราพานพบมา ทั้งเรื่องราว หรือที่ประสบโดยตรง มันจะผ่านไปหมดแล้วจริงหรือ?? หรือที่ผ่านมา ยังเป็นเพียงสัญญาณเตือนจากธรรมชาติเท่านั้น??

อาจารย์พูดย้อนทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นปี ในเหตุการณ์คลื่นยักษ์ถล่มญี่ปุ่น มาจนถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยของเราเมื่อปลายปีที่ผ่านมา อาจารย์เล่าย้อนไปในอดีตที่ครั้งหนึ่ง เมืองสยามของเรายังเต็มไปด้วยคูคลองมากมาย เล่าถึงภูมิประเทศ ทำไมถึงเรียกว่าที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา?? มันเป็นที่รวมน้ำของส่วนกลางเกือบทั้งประเทศ แม่น้ำสายหลักหลายสายไหลลงสู่แม่น้ำเพระยา ครั้งหนึ่งที่เราใช้ประโยชน์จากพระแม่คงคา เรามีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับสายน้ำ จนกระทั่งวันหนึ่งที่เรามีถนนตัดผ่านบ้านเรือน เราหันหลังให้กับสายน้ำ และเดินทางกันบนถนนแทน

อาจารย์แนะให้ลองคิดถ้าเรายังคงใช้ลำคลองในการเดินทาง ครั้งหนึ่งเราใช้คลองเป็นทางสัญจรหลัก ถนนเป็นเพียงดินที่ถูกขุดลอกขึ้นมาจากคลอง ถนนจึงมีคลองขนาบข้าง มีคลองเชื่อมต่อถึงกันมากมาย จนเลิกใช้ไปเมื่อมีสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กมาขวางกั้น และทุ่มงบประมาณไปกับการซ่อมแซมถนน ที่ต้องรับน้ำหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ และต้องขยายถนน ถมคลอง เพื่อให้พอกับปริมาณรถที่มากขึ้น แล้วทำไมรถถึงมากขึ้นล่ะ?? อันนี้อาจารย์ไม่ได้ถาม มันกระตุ้นให้ผมเริ่มเกิดคำถามขึ้นมาในหัว

เมื่อมีคำถาม การถามพล่อย ๆ ออกไป ย่อมไม่ใช่เรื่องดี เราควรจะเรียบเรียงคำถาม หาคำตอบให้ตัวเองก่อน ถ้าเราไม่รู้คำตอบในแง่มุมใด หรือต้องการทรรศนะ หรือความกระจ่างมากขึ้น จึงจะค่อยป้อนคำถามแก่ผู้อื่น  ไม่งั้นจะเป็นเพียงคำถามโง่ ๆ ที่พาลจะสร้างความรำคาญให้กับผู้ตอบมากกว่า

กลับมาที่ห้องบรรยาย อาจารย์เล่าให้ฟังถึงเรื่องการก่อสร้างบ้านเรือน บ้านคืออะไร?? เรือนคืออะไร?? ทำไมเราต้องมีสวนใกล้กว่านา?? คำถามเหล่านี้ปลุกภาพต่าง ๆ ที่ผมได้ไปพบเจอมา เออ จริงด้วย ไม่มีบ้านใครที่เปิดประตูแล้วเจอทุ่งนา ผมเจอแต่สวน หลังบ้านยายผมก็เป็นสวน ก่อนเป็นทุ่งนาที่ตอนนี้แปรเปลี่ยนไปเป็นสวนยาง ไร่พี่สันโดษ ก็มีแต่ป่า ก็จะเป็นนา นาที่หล่อเลี้ยงด้วยสวนที่เป็นป่า

มีผู้เข้าร่วมฟังถามถึงว่าทำไมต้นชมพูพันทิพย์ปีนี้ออกดอกเร็วกว่าปกติ??

อาจารย์บอกว่า ต้นไม้จะออกดอกเมื่อใกล้จะตาย (คงะเพื่อขยายพันธ์ต่อ ผมเริ่มคิดตาม) เช่น ต้นมะม่วงที่มีการฟันโคน สุมไฟ ทำให้ออกดอก เป็นต้น บางทีเรื่องนี้อาจจะเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ เรื่องนี้ก็โยงไปสู่ธรรมะ เรามองธรรมชาติก็จริง แต่เรายังยึดติดอยู่กับความสุข นั่นก็คือ ดอกไม้ ที่สวยงาม ถ้าเราพ้นทุกข์ แต่ยังยึดติดสุข เราก็จะยังไม่หลุดพ้น

โยงไปเรื่องพระพุทธเจ้าอีก พระพุทธเจ้าเสาะหาอาจารย์มากมายที่จะมาสอน เรียนจนถ่องแท้ในคำสอน แต่ก็ยังไม่บรรลุ แต่พระพุทธองค์บรรลุธรรม เมื่อทรงพิจารณาจากปัญญาของพระองค์เอง ความคิดทำให้เกิดปัญญา แต่ความจำทำได้เพียงให้ความรู้เท่านั้น อาจารย์ยังคงย้ำคำนี้เสมอ ในทุก ๆ ครั้งที่อาจารย์ไปบรรยาย

ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมได้ฟังในวันนี้ ทั้งความเป็นมาของเมืองอยุธยา ส้มบางมด ทุเรียนเมืองนน สภาพพื้นที่ในภาคอีสาน เมืองละโว้ ความเป็นมาของคลองบางสาย และได้พูดคุยเป็นการส่วนตัวกับอาจารย์ในเรื่องของการเรียน ที่สร้างความกังวลให้กับผมในตอนนี้ เรียนไปทำไม จบไปทำอะไร สองคำถามนี้ยังคงวนเวียนในหัว ได้แต่หวังว่า อะไรที่เข้ามาจะทำให้ผมรู้ว่าควรจะทำอะไร

สำคัญที่สุด เริ่มจากการเปลี่ยนตัวเอง ง่ายที่สุด ไม่ต้องไปยุ่งวุ่นวายกับคนอื่น ทำตัวเองให้อยู่รอด ให้มีความสุขโดยไม่เดือดร้อนผู้อื่น แล้วขั้นอื่น ๆ ค่อยว่ากันต่อ

สุดท้าย การสังเกตุ เป็นจุดเริ่มต้นของความสงสัย ทำให้เกิดคำถาม เกิดกระบวนการเรียนรู้ เป็นปัญญา และจดจำเพื่อเก็บไว้ใช้ในยามที่พบเจอปัญหาในภายภาคหน้า

 

พระบรมธาตุดอยผาส้ม

ใส่ความเห็น

DPS[NNG][111104]017 by Enginati
DPS[NNG][111104]017, a photo by Enginati on Flickr.

ภาพนี้ถ่ายจากวัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม เย็นวันนั้นเป็นวันหนึ่งที่แสงสวยมาก ผมจึงไปเอากล้องในกระเป๋าออกมาเดินเก็บภาพ ก็เลยมีภาพหนึ่งเป็นยอดพระธาตุไว้ ไม่น่าเชื่อว่า 7 ปีก่อน พระธาตุนี้เป็นเพียงพระธาตุเก่า ๆ โทรม ๆ ราวกับโบราณสถานหนึ่ง แต่จากการเข้ามาของพระสรยุทธ หรือหลวงพ่อโต้ง ทำให้พระธาตุได้รับการบูรณะ จากความศรัทธาของเหล่าพุทธศาสนิกชนซึ่งเลื่อมใสในตัวหลวงพ่อ

นี่เป็นเพียงภาพจำลองของศรัทธา วัตถุนี้เป็นเพียงเครื่องแสดงออกถึงศรัทธาต่อศาสนาพุทธ แต่หาได้เป็นสิ่งสำคัญในทางธรรมะ ไม่ว่าพระธาตุจะสวยงาม หรือเก่าทรุดโทรม หลวงพ่อก็ยังคงรักษาวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับชาวพุทธมากมายที่ยังหลงผิด ยึดติดอยู่กับการบูชาวัตถุ มากกว่าการเข้าถึงหลักธรรม…

ของขวัญปีใหม่

ใส่ความเห็น

บ่ายวันเสาร์นี้ มีงานปีใหม่ของชมรมค่ายหอ ซึ่งก็ตามธรรมเนียมทั่วไปที่จะต้องมีการจับฉลากแลกของขวัญกันเล็กๆน้อยๆ ส่วนใหญ่ของทั่วไปก็จะเป็นของกิฟต์ชอฟน่ารักๆ หรือไม่ก็สมุดโน้ต ตุ๊กตาก็ว่ากันไป บางรายอินดี้มีใจรักงานทำมือ ก็ประดิษฐ์ประดอยของขึ้นมาเอง ใช้เวลาและความพยายามสร้างมูลค่าให้ของขวัญ ซึ่งช่วยสร้างคสามประทับใจให้แก่ผู้รับได้มากกว่าของที่ตั้งตามตลาดอยู่เหมือนกัน ตัวผมเอง นอกจากภาพถ่ายที่มีอยู่จนจะล้นเครื่อง ก็ไม่ได้มีฝีมืออะไรเป็นชิ้นเป็นอัน สุดท้ายก็ตัดสินใจว่า 100 บาท ก็คงมีประโยชน์มากที่สุดถ้ามันแปรเปลี่ยนกลายเป็นกระดาษเย็บเล่มที่เต็มไปด้วยตัวอักษรซึ่งกลั่นออกมาจากความรู้ ประสบการณ์และจินตนาการของผู้เขียน ทุกๆงาน ผมแทบจะเลือกซื้อหาหนังสือ มีบ้างที่เลือกสมุดโน๊ต เพราะบางทีก็อยากให้คนรับได้เขียนอะไรที่เค้าอยากจะเขียนออกมาเหมือนกัน

แต่คราวนี้ต่างจากวันอื่น เมื่อหนังสือที่ผมหมายตาไว้ เป็นหนังสือในหมวดธรรมะ หลังจากที่ไปเจอหนังสือของท่านพุทธทาส ที่หอพุทธทาส ใกล้ๆกับสวนรถไฟ ก็เลยอยากจะหาหนังสือธรรมะที่อ่านง่าย ๆ มาเป็นของขวัญในปีใหม่วันนี้ ผมปั่นจักรยานจากหอไปที่อาคารจามจุรีสแควร์ ซึ่งเป็นอีกที่ ๆ มีศูนย์หนังสือจุฬาฯ เปิดให้บริการ และเป็นศูนย์ที่ใหญ่มากเลยทีเดียว ด้วยพื้นที่เกือบครึ่งของชั้น 4 ของอาคารฝั่งศูนย์การค้า ทำให้มั่นใจได้ว่าจะได้เจอหนังสือที่ต้องการได้ไม่ยาก

ผมใช้เวลาไม่นานก็ได้หนังสือที่หมายตาไว้เล่มแรก เป็นหนังสือที่ถูกใจผมมาก ผมเจอหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกที่บ้านยาย เมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นหนังสือที่รวมภาพถ่ายจากกลุ่มคนถ่ายภาพกลุ่มหนึ่ง “สห+ภาพ” ได้รวบรวมภาพถ่าย และมีคำบรรยายเป็นธรรมะประกอบอยู่ด้านข้าง ซึ่งช่วยสร้างความหมายและเรื่องราวให้กับภาพถ่าย และภาพถ่ายยังสอนให้รู้จักสังเกต หัดมองสิ่งรอบตัว และพิจารณา เรียนรู้จากสิ่งรอบตัว โดยที่หนังสือเล่มนี้เหมือนเป็นตัวอย่าง ว่าช่างภาพเค้าเห็นอะไรจากภาพถ่ายใบนั้น ๆ บ้าง เป็นหนังสือที่ถูกใจผมมาก และคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้รับบ้าง : )

แต่หนังสือดี ๆ ที่ถูกจัดเรียงเป็นหมวดหมู่ และจัดวางตามชั้น ดึงดูดสายตาให้ผมเดินวนดูชื่อหนังสือต่าง ๆ บ้างก็หยิบออกมาดูหน้าปก เปิดอ่านข้อความภายใน อ่านคำนำ อ่านปกหลัง ว่าหนังสือเล่มนี้จะให้ข้อมูลอะไรเราบ้าง สุดท้ายก็ลงเอยที่หนังสือ “คู่มือมนุษย์”

เอ๊ะ เกิดมาเป็นคนต้องมีคู่มือด้วยหรอเนี่ย

หลายคนอาจจะกำลังคิดเล่น ๆ ว่า เนื้อหาในหนังสือ คงจะสอนว่า เป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น เป็นผู้ใหญ่ เราจะใช้งานตัวเองยังไงบ้าง เหมือนคู่มือ การใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้า อ้าว มันไม่ได้มีคำว่า การใช้,การใช้งานนี่นา งั้นหนังสือเล่มนี้ ก็คงเป็นเหมือนหนังสืออ้างอิง ที่จะช่วยแนะแนวทางเราในด้านใดด้านหนึ่ง ประกอบกับชื่อ พุทธทาส แปะหราอยู่กลางปก ไม่แคล้วต้องเป็นหนังสือธรรมะแน่ ๆ

สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจซื้อหนังสือปกแข็งห่อพลาสติกเล่มนี้ ทั้ง ๆ ที่เคยเห็นมันเป็นปกอ่อนเล่มเล็ก ๆ ราคาไม่น่าจะแพง เพราะข้อความที่เขียนว่า “หนังสือธรรมะเล่มแรก”

แค่นั้นแหละ คำว่า “หนังสือธรรมะ” มันฟังดูน่ากลัวสำหรับผมนะ มันจะต้องเป็นไปด้วยศัพท์บาลียาก ๆ มาแปลความหมาย ให้งงเข้าไปอีก แต่เป็นเพราะคำนี้มันดูเป็นมิตรกับผู้อ่านหน้าใหม่ ที่อยากจะลองอ่านเนื้อหาสาระทางธรรมบ้าง น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี…

อีกเล่ม ผมยังไม่ลืมความตั้งใจที่จะฝึกภาษาอังกฤษให้ได้ก่อนเรียนจบ หลังจากการเดินทางไกลครั้งที่ผ่านมา ผมพบเจอผู้คนหลากชาติ หลายวัฒนธรรม ทุกคนแลกเปลี่ยนความคิด ประสบการณ์กันผ่านคำพูด ภาษาอังกฤษเป็นเหมือนสะพานเชื่อมสองฝั่งเข้าหากัน ภาษามือเป็นได้เพียงเรือพายข้ามฟากที่ต้องใช้เวลา กว่าจะเข้าใจกันได้ ยิ่งแม่น้ำใหญ่ เรื่องราวหลากหลาย การใช้เรือยิ่งยากลำบากเข้าไปอีก การทอดสะพานภาษา ทำให้เราได้เรียนรู้กันได้รวดเร็ว และเข้าใจตรงกันมากขึ้น

นี่เป็นเหตุผลง่าย ๆ ที่ทำให้ผมตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษในตอนนี้ ไม่ใช่เพื่อสอบ TOFEL หรือใช้เป็นเครดิตในการเข้าทำงาน แต่มันก็แค่อยากคุยกะเค้ารู้เรื่อง

ผมคว้าหนังสือ Mind map english ซึ่งเป็นหนังสือที่สอนศัพท์ และประโยคพูดง่าย ๆ โดยรวมหลาย ๆ สถานการณ์ไว้เป็น mind map ประกอบภาพน่ารัก ๆ ให้ง่ายต่อการจดจำ จะได้ไม่ได้ยังไงก็คงต้องอ่านดูละ

ผมประทับใจกับการเขียนแผนผังความคิดนี้มาตั้งแต่เรียนมัธยม มันช่วยให้เห็นภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมด มองภาพมุมกว้างว่า เอ้อ ทั้งหมดมันมีเท่านี้นะ เนื้อหาตรงนี้มันเชื่อมโยงไปหาตรงนี้นะ รู้สึกสบายใจ รู้สึกเหมือนมองแผนที่ หลังจากที่เดินทางมาแล้ว มันเหมือนแผนที่จริง ๆ เราดูแค่แผนที่ เรารู้ว่ามีอะไรบ้าง แต่เราไม่รู้ว่าตรงนั้นเป็นยังไง ถ้าไม่ได้ลองไปจริง ๆ ในขณะเดียวกัน ถ้าเราไปยืนบนถนนเส้นหนึ่ง โดยไม่มีแผนที่ เรามองไม่ออกว่า ถนนเส้นนี้จะพาเราไปไหนบ้าง ซ้ายมีอะไร ขวามีอะไร รู้สึกกลัว ถ้าไปผิดทาง หมายความว่าต้องเสียเวลาย้อนกลับไปอีก (คนขับรถคงไม่รู้สึกเท่ากับคนเดิน) ถ้าเรามองแต่แผนที่ความคิด เราไม่รู้ว่าเนื้อหาลึก ๆ ตรงนั้นสอนอะไร เรารู้แค่ว่ามีหัวข้อนี้นะ ในทางกลับกัน เราเรียนเจาะหัวข้อนี้ รู้ว่ามีเนื้อหาบรรยายไป มีขั้นตอน มีกระบวนการไป แต่เอ๊ะ จะเอามันไปใช้ยังไงล่ะ

นึกย้อนกลับไปตอนเรียนคณิตศาสตร์ม.ปลาย กูเรียนจำนวนเชิงซ้อน เมตริกซ์ เวกเตอร์ สถิติ ไปทำไมนะ เอาไปตลาดแม่ค้าก็ไม่เข้าใจเรานี่นา แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า มันช่วยในกระบวนการคิด ถ้าผมรู้ว่ามันจะเอามาใช้ตอนนี้นะ ก็คงจะตั้งใจกับมันมากกว่านี้ มากกว่าเป็นเพียงแค่เนื้อหาที่เอาไว้สอบ…

นั่นแหละ ประโยชน์ของแผนที่ล่ะ

กลับมาจากร้านหนังสือ รู้สึกดี รู้สึกอยากจะกลับไปเปิดหนังสือ และเริ่มอ่าน แต่ติดภาระงานที่ต้องสะสางให้เสร็จสิ้นก่อน จะจำความรู้สึกนี้ไว้ แล้วเปิดหนังสืออ่าน แทนการเปิดเฟซบุ๊กไปวัน ๆ ^_^

Older Entries

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 44 other followers