บ่ายวันเสาร์นี้ มีงานปีใหม่ของชมรมค่ายหอ ซึ่งก็ตามธรรมเนียมทั่วไปที่จะต้องมีการจับฉลากแลกของขวัญกันเล็กๆน้อยๆ ส่วนใหญ่ของทั่วไปก็จะเป็นของกิฟต์ชอฟน่ารักๆ หรือไม่ก็สมุดโน้ต ตุ๊กตาก็ว่ากันไป บางรายอินดี้มีใจรักงานทำมือ ก็ประดิษฐ์ประดอยของขึ้นมาเอง ใช้เวลาและความพยายามสร้างมูลค่าให้ของขวัญ ซึ่งช่วยสร้างคสามประทับใจให้แก่ผู้รับได้มากกว่าของที่ตั้งตามตลาดอยู่เหมือนกัน ตัวผมเอง นอกจากภาพถ่ายที่มีอยู่จนจะล้นเครื่อง ก็ไม่ได้มีฝีมืออะไรเป็นชิ้นเป็นอัน สุดท้ายก็ตัดสินใจว่า 100 บาท ก็คงมีประโยชน์มากที่สุดถ้ามันแปรเปลี่ยนกลายเป็นกระดาษเย็บเล่มที่เต็มไปด้วยตัวอักษรซึ่งกลั่นออกมาจากความรู้ ประสบการณ์และจินตนาการของผู้เขียน ทุกๆงาน ผมแทบจะเลือกซื้อหาหนังสือ มีบ้างที่เลือกสมุดโน๊ต เพราะบางทีก็อยากให้คนรับได้เขียนอะไรที่เค้าอยากจะเขียนออกมาเหมือนกัน
แต่คราวนี้ต่างจากวันอื่น เมื่อหนังสือที่ผมหมายตาไว้ เป็นหนังสือในหมวดธรรมะ หลังจากที่ไปเจอหนังสือของท่านพุทธทาส ที่หอพุทธทาส ใกล้ๆกับสวนรถไฟ ก็เลยอยากจะหาหนังสือธรรมะที่อ่านง่าย ๆ มาเป็นของขวัญในปีใหม่วันนี้ ผมปั่นจักรยานจากหอไปที่อาคารจามจุรีสแควร์ ซึ่งเป็นอีกที่ ๆ มีศูนย์หนังสือจุฬาฯ เปิดให้บริการ และเป็นศูนย์ที่ใหญ่มากเลยทีเดียว ด้วยพื้นที่เกือบครึ่งของชั้น 4 ของอาคารฝั่งศูนย์การค้า ทำให้มั่นใจได้ว่าจะได้เจอหนังสือที่ต้องการได้ไม่ยาก
ผมใช้เวลาไม่นานก็ได้หนังสือที่หมายตาไว้เล่มแรก เป็นหนังสือที่ถูกใจผมมาก ผมเจอหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกที่บ้านยาย เมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นหนังสือที่รวมภาพถ่ายจากกลุ่มคนถ่ายภาพกลุ่มหนึ่ง “สห+ภาพ” ได้รวบรวมภาพถ่าย และมีคำบรรยายเป็นธรรมะประกอบอยู่ด้านข้าง ซึ่งช่วยสร้างความหมายและเรื่องราวให้กับภาพถ่าย และภาพถ่ายยังสอนให้รู้จักสังเกต หัดมองสิ่งรอบตัว และพิจารณา เรียนรู้จากสิ่งรอบตัว โดยที่หนังสือเล่มนี้เหมือนเป็นตัวอย่าง ว่าช่างภาพเค้าเห็นอะไรจากภาพถ่ายใบนั้น ๆ บ้าง เป็นหนังสือที่ถูกใจผมมาก และคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้รับบ้าง : )
แต่หนังสือดี ๆ ที่ถูกจัดเรียงเป็นหมวดหมู่ และจัดวางตามชั้น ดึงดูดสายตาให้ผมเดินวนดูชื่อหนังสือต่าง ๆ บ้างก็หยิบออกมาดูหน้าปก เปิดอ่านข้อความภายใน อ่านคำนำ อ่านปกหลัง ว่าหนังสือเล่มนี้จะให้ข้อมูลอะไรเราบ้าง สุดท้ายก็ลงเอยที่หนังสือ “คู่มือมนุษย์”
เอ๊ะ เกิดมาเป็นคนต้องมีคู่มือด้วยหรอเนี่ย
หลายคนอาจจะกำลังคิดเล่น ๆ ว่า เนื้อหาในหนังสือ คงจะสอนว่า เป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น เป็นผู้ใหญ่ เราจะใช้งานตัวเองยังไงบ้าง เหมือนคู่มือ การใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้า อ้าว มันไม่ได้มีคำว่า การใช้,การใช้งานนี่นา งั้นหนังสือเล่มนี้ ก็คงเป็นเหมือนหนังสืออ้างอิง ที่จะช่วยแนะแนวทางเราในด้านใดด้านหนึ่ง ประกอบกับชื่อ พุทธทาส แปะหราอยู่กลางปก ไม่แคล้วต้องเป็นหนังสือธรรมะแน่ ๆ
สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจซื้อหนังสือปกแข็งห่อพลาสติกเล่มนี้ ทั้ง ๆ ที่เคยเห็นมันเป็นปกอ่อนเล่มเล็ก ๆ ราคาไม่น่าจะแพง เพราะข้อความที่เขียนว่า “หนังสือธรรมะเล่มแรก”
แค่นั้นแหละ คำว่า “หนังสือธรรมะ” มันฟังดูน่ากลัวสำหรับผมนะ มันจะต้องเป็นไปด้วยศัพท์บาลียาก ๆ มาแปลความหมาย ให้งงเข้าไปอีก แต่เป็นเพราะคำนี้มันดูเป็นมิตรกับผู้อ่านหน้าใหม่ ที่อยากจะลองอ่านเนื้อหาสาระทางธรรมบ้าง น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี…
อีกเล่ม ผมยังไม่ลืมความตั้งใจที่จะฝึกภาษาอังกฤษให้ได้ก่อนเรียนจบ หลังจากการเดินทางไกลครั้งที่ผ่านมา ผมพบเจอผู้คนหลากชาติ หลายวัฒนธรรม ทุกคนแลกเปลี่ยนความคิด ประสบการณ์กันผ่านคำพูด ภาษาอังกฤษเป็นเหมือนสะพานเชื่อมสองฝั่งเข้าหากัน ภาษามือเป็นได้เพียงเรือพายข้ามฟากที่ต้องใช้เวลา กว่าจะเข้าใจกันได้ ยิ่งแม่น้ำใหญ่ เรื่องราวหลากหลาย การใช้เรือยิ่งยากลำบากเข้าไปอีก การทอดสะพานภาษา ทำให้เราได้เรียนรู้กันได้รวดเร็ว และเข้าใจตรงกันมากขึ้น
นี่เป็นเหตุผลง่าย ๆ ที่ทำให้ผมตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษในตอนนี้ ไม่ใช่เพื่อสอบ TOFEL หรือใช้เป็นเครดิตในการเข้าทำงาน แต่มันก็แค่อยากคุยกะเค้ารู้เรื่อง
ผมคว้าหนังสือ Mind map english ซึ่งเป็นหนังสือที่สอนศัพท์ และประโยคพูดง่าย ๆ โดยรวมหลาย ๆ สถานการณ์ไว้เป็น mind map ประกอบภาพน่ารัก ๆ ให้ง่ายต่อการจดจำ จะได้ไม่ได้ยังไงก็คงต้องอ่านดูละ
ผมประทับใจกับการเขียนแผนผังความคิดนี้มาตั้งแต่เรียนมัธยม มันช่วยให้เห็นภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมด มองภาพมุมกว้างว่า เอ้อ ทั้งหมดมันมีเท่านี้นะ เนื้อหาตรงนี้มันเชื่อมโยงไปหาตรงนี้นะ รู้สึกสบายใจ รู้สึกเหมือนมองแผนที่ หลังจากที่เดินทางมาแล้ว มันเหมือนแผนที่จริง ๆ เราดูแค่แผนที่ เรารู้ว่ามีอะไรบ้าง แต่เราไม่รู้ว่าตรงนั้นเป็นยังไง ถ้าไม่ได้ลองไปจริง ๆ ในขณะเดียวกัน ถ้าเราไปยืนบนถนนเส้นหนึ่ง โดยไม่มีแผนที่ เรามองไม่ออกว่า ถนนเส้นนี้จะพาเราไปไหนบ้าง ซ้ายมีอะไร ขวามีอะไร รู้สึกกลัว ถ้าไปผิดทาง หมายความว่าต้องเสียเวลาย้อนกลับไปอีก (คนขับรถคงไม่รู้สึกเท่ากับคนเดิน) ถ้าเรามองแต่แผนที่ความคิด เราไม่รู้ว่าเนื้อหาลึก ๆ ตรงนั้นสอนอะไร เรารู้แค่ว่ามีหัวข้อนี้นะ ในทางกลับกัน เราเรียนเจาะหัวข้อนี้ รู้ว่ามีเนื้อหาบรรยายไป มีขั้นตอน มีกระบวนการไป แต่เอ๊ะ จะเอามันไปใช้ยังไงล่ะ
นึกย้อนกลับไปตอนเรียนคณิตศาสตร์ม.ปลาย กูเรียนจำนวนเชิงซ้อน เมตริกซ์ เวกเตอร์ สถิติ ไปทำไมนะ เอาไปตลาดแม่ค้าก็ไม่เข้าใจเรานี่นา แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า มันช่วยในกระบวนการคิด ถ้าผมรู้ว่ามันจะเอามาใช้ตอนนี้นะ ก็คงจะตั้งใจกับมันมากกว่านี้ มากกว่าเป็นเพียงแค่เนื้อหาที่เอาไว้สอบ…
นั่นแหละ ประโยชน์ของแผนที่ล่ะ
กลับมาจากร้านหนังสือ รู้สึกดี รู้สึกอยากจะกลับไปเปิดหนังสือ และเริ่มอ่าน แต่ติดภาระงานที่ต้องสะสางให้เสร็จสิ้นก่อน จะจำความรู้สึกนี้ไว้ แล้วเปิดหนังสืออ่าน แทนการเปิดเฟซบุ๊กไปวัน ๆ ^_^