วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมฟังบรรยายกับอาจารย์ยงยุทธ หลังจากที่ได้รู้จักกับอาจารย์ยงยุทธผ่านหนังสือ “หมอก” ของพี่ทรงกลด และพลาดทริปเที่ยววัดโพธิ์ ซึ่งพี่นัตตี้ รุ่นพี่ชมรมอนุรักษ์ฯ ได้จัดขึ้นก่อนเปิดเทอม เพราะหมดแรงแล้ว 555

งานบรรยายนี้ชื่อว่า “วิชาอะไร” ของกลุ่มเครือข่ายต้นไม้ขี้เหงา www.lonelytrees.net ครั้งนี้ ก็เป็นครั้งที่ 24 แล้ว ซึ่งถ้าจำไม่ผิด เมื่อปีก่อน ผมได้มีโอกาสเป็นช่างภาพมาถ่ายรูปพี่ทรงกลด ลงหนังสือวารสาร CU-Today ที่มาขอสัมภาษณ์พี่ทรงกลด ลงในคอลัมน์พี่เก่า พี่ทรงกลดมาที่ตึกเรียนของคณะครุศาสตร์ และมีบรรยายในตอนเย็น ซึ่งคิดว่าน่ะเป็นกิจกรรม วิชาอะไร นี่แหละ นึก ๆ ก็เสียดายที่ไม่ได้เข้าฟังตั้งแต่ตอนนั้น บางทีช่วงเวลานั้น อาจจะยังไม่เหมาะให้ผมได้เจอเรื่องราวในมุมมองนั้นก็ได้

อาจารย์ยงยุทธเป็นครูที่สอนคนด้วยคำถาม ท่านจะถามเราเสมอว่า “แล้วรู้มั้ยว่า … คืออะไร?? “ ซึ่งทุกคนในห้องจะเงียบ และคิดหาคำตอบที่ไม่ใช่คำตอบที่มาจากการจำ แต่มาจากความเข้าใจ แต่สุดท้ายแล้ว อย่างมาก มีเพียงบางส่วนของคำตอบที่ถูกต้อง คำตอบที่ถูกต้อง มักจะไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว

ในหัวข้อบรรยายในครั้งนี้ เป็นเรื่องของชีวิตหลังปีใหม่ อาจารย์เกริ่นถึงว่าปีนี้แห่งความสุข 2ฮ่าๆๆ นี่เราจะมีความสุขจริงหรือ?? ภัยพิบัติทั้งหลายที่เราพานพบมา ทั้งเรื่องราว หรือที่ประสบโดยตรง มันจะผ่านไปหมดแล้วจริงหรือ?? หรือที่ผ่านมา ยังเป็นเพียงสัญญาณเตือนจากธรรมชาติเท่านั้น??

อาจารย์พูดย้อนทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นปี ในเหตุการณ์คลื่นยักษ์ถล่มญี่ปุ่น มาจนถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยของเราเมื่อปลายปีที่ผ่านมา อาจารย์เล่าย้อนไปในอดีตที่ครั้งหนึ่ง เมืองสยามของเรายังเต็มไปด้วยคูคลองมากมาย เล่าถึงภูมิประเทศ ทำไมถึงเรียกว่าที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา?? มันเป็นที่รวมน้ำของส่วนกลางเกือบทั้งประเทศ แม่น้ำสายหลักหลายสายไหลลงสู่แม่น้ำเพระยา ครั้งหนึ่งที่เราใช้ประโยชน์จากพระแม่คงคา เรามีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับสายน้ำ จนกระทั่งวันหนึ่งที่เรามีถนนตัดผ่านบ้านเรือน เราหันหลังให้กับสายน้ำ และเดินทางกันบนถนนแทน

อาจารย์แนะให้ลองคิดถ้าเรายังคงใช้ลำคลองในการเดินทาง ครั้งหนึ่งเราใช้คลองเป็นทางสัญจรหลัก ถนนเป็นเพียงดินที่ถูกขุดลอกขึ้นมาจากคลอง ถนนจึงมีคลองขนาบข้าง มีคลองเชื่อมต่อถึงกันมากมาย จนเลิกใช้ไปเมื่อมีสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กมาขวางกั้น และทุ่มงบประมาณไปกับการซ่อมแซมถนน ที่ต้องรับน้ำหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ และต้องขยายถนน ถมคลอง เพื่อให้พอกับปริมาณรถที่มากขึ้น แล้วทำไมรถถึงมากขึ้นล่ะ?? อันนี้อาจารย์ไม่ได้ถาม มันกระตุ้นให้ผมเริ่มเกิดคำถามขึ้นมาในหัว

เมื่อมีคำถาม การถามพล่อย ๆ ออกไป ย่อมไม่ใช่เรื่องดี เราควรจะเรียบเรียงคำถาม หาคำตอบให้ตัวเองก่อน ถ้าเราไม่รู้คำตอบในแง่มุมใด หรือต้องการทรรศนะ หรือความกระจ่างมากขึ้น จึงจะค่อยป้อนคำถามแก่ผู้อื่น  ไม่งั้นจะเป็นเพียงคำถามโง่ ๆ ที่พาลจะสร้างความรำคาญให้กับผู้ตอบมากกว่า

กลับมาที่ห้องบรรยาย อาจารย์เล่าให้ฟังถึงเรื่องการก่อสร้างบ้านเรือน บ้านคืออะไร?? เรือนคืออะไร?? ทำไมเราต้องมีสวนใกล้กว่านา?? คำถามเหล่านี้ปลุกภาพต่าง ๆ ที่ผมได้ไปพบเจอมา เออ จริงด้วย ไม่มีบ้านใครที่เปิดประตูแล้วเจอทุ่งนา ผมเจอแต่สวน หลังบ้านยายผมก็เป็นสวน ก่อนเป็นทุ่งนาที่ตอนนี้แปรเปลี่ยนไปเป็นสวนยาง ไร่พี่สันโดษ ก็มีแต่ป่า ก็จะเป็นนา นาที่หล่อเลี้ยงด้วยสวนที่เป็นป่า

มีผู้เข้าร่วมฟังถามถึงว่าทำไมต้นชมพูพันทิพย์ปีนี้ออกดอกเร็วกว่าปกติ??

อาจารย์บอกว่า ต้นไม้จะออกดอกเมื่อใกล้จะตาย (คงะเพื่อขยายพันธ์ต่อ ผมเริ่มคิดตาม) เช่น ต้นมะม่วงที่มีการฟันโคน สุมไฟ ทำให้ออกดอก เป็นต้น บางทีเรื่องนี้อาจจะเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ เรื่องนี้ก็โยงไปสู่ธรรมะ เรามองธรรมชาติก็จริง แต่เรายังยึดติดอยู่กับความสุข นั่นก็คือ ดอกไม้ ที่สวยงาม ถ้าเราพ้นทุกข์ แต่ยังยึดติดสุข เราก็จะยังไม่หลุดพ้น

โยงไปเรื่องพระพุทธเจ้าอีก พระพุทธเจ้าเสาะหาอาจารย์มากมายที่จะมาสอน เรียนจนถ่องแท้ในคำสอน แต่ก็ยังไม่บรรลุ แต่พระพุทธองค์บรรลุธรรม เมื่อทรงพิจารณาจากปัญญาของพระองค์เอง ความคิดทำให้เกิดปัญญา แต่ความจำทำได้เพียงให้ความรู้เท่านั้น อาจารย์ยังคงย้ำคำนี้เสมอ ในทุก ๆ ครั้งที่อาจารย์ไปบรรยาย

ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมได้ฟังในวันนี้ ทั้งความเป็นมาของเมืองอยุธยา ส้มบางมด ทุเรียนเมืองนน สภาพพื้นที่ในภาคอีสาน เมืองละโว้ ความเป็นมาของคลองบางสาย และได้พูดคุยเป็นการส่วนตัวกับอาจารย์ในเรื่องของการเรียน ที่สร้างความกังวลให้กับผมในตอนนี้ เรียนไปทำไม จบไปทำอะไร สองคำถามนี้ยังคงวนเวียนในหัว ได้แต่หวังว่า อะไรที่เข้ามาจะทำให้ผมรู้ว่าควรจะทำอะไร

สำคัญที่สุด เริ่มจากการเปลี่ยนตัวเอง ง่ายที่สุด ไม่ต้องไปยุ่งวุ่นวายกับคนอื่น ทำตัวเองให้อยู่รอด ให้มีความสุขโดยไม่เดือดร้อนผู้อื่น แล้วขั้นอื่น ๆ ค่อยว่ากันต่อ

สุดท้าย การสังเกตุ เป็นจุดเริ่มต้นของความสงสัย ทำให้เกิดคำถาม เกิดกระบวนการเรียนรู้ เป็นปัญญา และจดจำเพื่อเก็บไว้ใช้ในยามที่พบเจอปัญหาในภายภาคหน้า